เม.ย.20

หา 'เรื่อง'...ให้ลูก 'เล่น'

หา 'เรื่อง'...ให้ลูก 'เล่น'

โดย...‘ อรวิ ’
ที่มา...http://www.momypedia.com

ดึงลูกออกจากจอด้วยการหาอะไรสนุกๆ ให้ลูกเล่น

การ หาเรื่องให้ลูกเล่นในที่นี้ คือหาเรื่องที่ดีๆ มีสาระให้ลูก แทนที่จะปล่อยให้เขาเล่นไปตามบุญตามกรรม อย่างการเล่นเกมหรือเล่นเน็ตวันละหลายชั่วโมง โดยคิดว่าดีเท่าไหร่แล้วที่ลูกไม่มากวน คิดแบบนี้คือการผลักลูกออกจากตัว แล้วถ้าลูกกลายเป็นอื่นไปในช่วงที่เขาโตเป็นวัยรุ่น จะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นา…

ลูกน่ะต้องหนีบไว้ใกล้ๆ ตัวค่ะ โดยเฉพาะช่วงก่อนจะถึงวัยพรีทีน ที่นักจิตวิทยาพูดไว้ว่าวัย 7-9 คือช่วงโอกาสทองของความใกล้ชิดนั้น หมายความว่าวัยนี้ถ้าได้ใกล้ชิดพูดคุยดูแลกันมากๆ จะเป็นช่วงเวลาที่ใส่เรื่องดีๆ เข้าไว้ในสมองของเขาได้มากค่ะ เพราะสมองกำลังแตกงอก จิตใจหรือก็อยู่ในช่วงที่เห็นคุณค่าของความดีงาม และในวัยนี้ยังไม่มีเรื่องรกๆ ร้ายๆ เข้ามาในชีวิตมากนัก

เด็กๆ จะมีความคิด บุคลิก พฤติกรรมเป็นอย่างไรต่อไป ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสทองที่จะดัดไม้อ่อนต้นนี้ค่ะ

ดิฉันเองเกือบลืมไป แล้วทีเดียว หลังจากกางตำราเลี้ยงเจ้าแม็คลูกชายคนโตจนอายุเลย 7-8 ขวบมาแล้วก็หมดห่วง ทิ้งให้ครูและโรงเรียนดูแลต่อ เพราะมัวไปกางตำราเลี้ยงหนูมิคที่กำลังจะเข้าโรงเรียนอนุบาล เผลอแว้บ…เดียว เจ้าแม็คกลายเป็นเด็กชายวัย 9 ขวบ ที่ทำให้แม่งงๆ อึ้งๆ อยู่บ่อยๆ ว่าวาจามึงวาพาโวยแบบนี้เจ้าได้แต่ใดมา หรือกิริยาเตะหมาแมวนี้ใครสอนเจ้า รวมทั้งอาการโยนของให้แม่นี่ด้วย เจ้าไปเลียนแบบใครมา…หา…แม่ชักเริ่มหงุดหงิดแล้วนะเฟ้ย จึงต้องเริ่มแบ่งเวลาหันมาพินิจพิเคราะห์กันดีๆ อีกครั้ง

เจ้าแม็ค เป็นเด็กที่ชอบไปโรงเรียน ชอบคบเพื่อนข้างบ้าน ชวนกันออกไปเล่นซนอยู่บ่อยๆ และแน่นอนค่ะ ชวนกันไปร้านเน็ตเป็นประจำ แล้วก็เริ่มมีศัพท์แสงแสลงรูหูแม่ถี่ขึ้นทุกที แถมพอห้ามออกไปเล่นเน็ต เจ้าแม็คก็ติดหนึบอยู่หน้าทีวี…ปัญหาอมตะของทุกบ้าน แต่ก่อนพอได้ยินว่าบ้านอื่นก็เป็นอย่างนี้ ดิฉันก็แค่…อ๋อ…บ้านอื่นก็อย่างนี้ ช่างเถอะ เดี๋ยวคงหายเอง แต่กลายเป็นหนักข้อขึ้นค่ะ เพราะเจ้าแม็คจะหมดเวลาไปกับความเคลื่อนไหวหน้าจอสารพัด ทั้งจอทีวี จออินเตอร์เน็ต จอเกม และกำลังจะเลยไปถึงโทรศัพท์มีหน้าจอที่ทำได้สารพัดอย่างที่พี่นพข้างบ้านอวด ให้ดู

โชคดีจริงๆ ค่ะ ที่เราไม่รวยมากพอจะซื้อหาทุกอย่างให้ลูกได้ เราพ่อแม่จึงหาเหตุผลมาหักล้างการไม่ซื้อของฟุ่มเฟือยมากรอกหูลูกทุกวัน ลูกทั้งสองคนเข้าใจดี แต่พี่แม็คก็ยังหาโอกาสไปเล่นเกมอยู่เป็นประจำ สตางค์ให้ไปกินอาหารที่โรงเรียนก็เอาไปเล่นเกมหมด กลับมาบ้านจึงวิ่งหาของกินซ่กๆ กินเสร็จวิ่งไปร้านเน็ตอีกแล้ว แม่ละกลุ้ม

ดิฉันจึงดีใจนัก ที่รมต.กระทรวงไอทีออกมาจัดระเบียบปิดร้านเน็ตในช่วงดึก แม้จะยังไม่เป็นจริงมาก แต่ก็ถือว่าเขาได้ทำอะไรสักอย่าง ขอบคุณจริงๆ เลยค่ะที่ช่วยพ่อแม่อีกแรง

แต่ถึงจะจัดการเรื่องเกมเรื่องเน็ตได้ นายแม็คก็อาจจะหันไปนั่งเฝ้าจอทีวีทั้งวัน ซึ่งมาถึงตอนนี้เขาก็คิด พูด และทำแบบในโฆษณาอยู่แล้วละค่ะ อย่างวันหนึ่งเมื่อพี่นพข้างบ้านถอยรถป้ายแดงออกมาสวยกิ๊กเชียว นายแม็คปราดไปถึงหน้าบ้านทันที

"พี่นพได้ทองรึเปล่า"

"ทอง ?"

"ก็ซื้อรถแถมทองไง้"

แม่ออกจะขำ นายแม็คเป็นเจ้าแห่งโฆษณามาแต่ไหนแต่ไร จำได้หมด แถมผูกโยงกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง เรื่องนี้เจ้าแม็คบอกว่าเห็นโฆษณาซื้อรถกระบะแถมสร้อยคอทองคำ เลยนึกว่าใครๆ ซื้อรถก็จะได้สร้อยทองเป็นเรื่องปกติ

โฆษณาเจ็บๆ ในจออีกมากมาย ล้วนดึงให้นายแม็คนั่งจ้องมากยิ่งกว่าเกมโชว์ซึ่งเขาบอกเองว่าน่าเบื่อ ไร้สาระ "ไม่ดูให้เสียเวลาหรอกแม่" แต่ไอ้เวลาที่เจ้าแม็คไม่ยอมเสียไปกับการดูเกมโชว์ กลับหมดไปกับการเล่นที่ไม่เกิดประโยชน์มากพอนี่สิ แม่จะเอายังไงดีน้อ…

ดิฉันมานั่งทบทวนดูว่าจะจัดเวลาอย่างไรให้เจ้าแม็คดี การไปเที่ยวพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวนั้นก็ทางหนึ่งละที่จะได้ใช้เวลาด้วย กันแบบสบายๆ แต่การไปเที่ยวทุกสุดสัปดาห์คงเป็นไปได้ยาก งั้นจะทำอย่างไรดี…เรื่องนี้ต้องชวนพ่อเขามาร่วมวงค่ะ จะปล่อยให้ลอยนวลอยู่แต่กับหนังสือพิมพ์ได้ไง และแล้วดิฉันก็ปิ๊งไอเดีย !

เราพ่อแม่ลูกนั่งคุยกันในเช้าวันเสาร์ว่า สมัยพ่อเป็นเด็กเท่าเจ้าแม็ค วันๆ หนึ่งทำอะไรบ้างนอกจากไปเรียนหนังสือ ยกตัวอย่างให้ลูกเกิดไอเดียบ้างสิ ไม่งั้นเอะอะก็ขอตังค์ไปร้านเน็ตซ้ำซากอยู่นั่นแล้ว พ่อบอกว่าพ่อก็เล่นซนไปตามเรื่อง และไม่เห็นว่าย่าจะวุ่นวายอะไรกับพ่อมาก เรื่องที่เล่นกันก็ไม่เคยทำให้ย่าต้องกังวลใจ และพ่อก็ไม่ต้องขอตังค์ย่าถ้าไม่ได้ไปเรียนหนังสือ มีแต่จะเล่นกันจนค่ำไม่กินข้าวอาบน้ำทำการบ้าน ย่าต้องถือไม้เรียวมาตาม

"พ่อเล่นอะไรบ้าง" เจ้าแม็คซัก

"เตะบอล"

"แม็คก็อยากเตะบอล แต่แม่ไม่ให้ไปที่ใต้ทางด่วน" ที่นั่นมีสนามบอลค่ะ แต่ลูกต้องข้ามถนน ยังไงๆ แม่ก็ไม่ให้ไปหรอก (ที่จริงแม่กลัวจะไปได้อย่างอื่นมาด้วยค่ะ แม้ไม่อยากจะมองโลกในแง่ร้าย แต่เรื่องแบบนี้แม่ขอไม่เสี่ยงค่ะ)

"บางทีพ่อก็ไปเล่น บ้านเพื่อน เล่นซ่อมจักรยานกัน ใช้เวลาในการซ่อมมากกว่าขี่ไปไหนๆ เสียอีก"

"แม็คก็อยากขี่จักรยาน แต่ไม่รู้จะขี่ไปไหน หน้าบ้านเราก็รถเยอะ" ดูลูกจะมีอุปสรรคในการเล่นไปเสียหมด

"พ่อกับเพื่อนชอบไป ช้อนลูกไรให้ปลากิน เราเลี้ยงปลาใส่ขวดไว้อวดกัน เวลาถือกระชอนไปช้อนลูกไรจะรู้สึกเท่มาก พ่อยังเคยคิดว่าทำไมคนเราไม่ทำอาชีพขายลูกไร แล้วก็เดินช้อนไปเรื่อย ๆ ทั้งวันสบายใจดี"

"แม็คก็อยากเลี้ยงปลา" แม่รีบแทรกว่าได้เลยลูก เดี๋ยวให้พ่อพาไปดูที่ตลาด จะชวนเพื่อนมาดูปลาที่บ้านเราก็ได้นะลูก แม่ยกบริเวณหน้าบ้านให้เลย เดี๋ยวแม่จะย้ายเครื่องออกกำลังไปไว้หลังบ้าน ให้พ่อกับลูกทำกิจการเลี้ยงปลากัน

รวดเร็วราวเปลี่ยนทีวีด้วยรีโมต พ่อลูกชวนกันออกไปร้านขายปลา แป๊บเดียวก็กลับมาพร้อมกับถุงปลา 2-3 ถุง แถมตู้ปลาขนาดย่อมๆ อีก 1 ใบพร้อมอุปกรณ์เสริม พอตกบ่ายเพื่อน ๆ ก็พากันมาบ้าน มีพ่อเจ้าแม็คเป็นหัวหน้าแก๊งเด็ก นั่งดูปลา โรยอาหารเม็ด ต่อสายออกซิเจน ล้วนมีเรื่องให้ต้องทำ ขณะเล่นปลาตู้ พ่อลูกมีโอกาสคุยเล่นกัน พ่อก็ได้เห็นเพื่อนๆ ของลูก ได้รู้ว่าลูกคิด พูด และมีพฤติกรรมอย่างไร มีโอกาสได้บอกลูกว่า "อย่าให้อาหารปลามาก เพราะขี้เกียจให้หลายๆ ที ปลาจะอืด อาหารที่เหลือจะเน่า ต้องเปลี่ยนน้ำอีก แค่ความขี้เกียจหนเดียวของเราทำให้เรื่องยุ่งๆ ตามมาอีกมามากมายเห็นมั้ย"

วันอาทิตย์ทั้งวันนั้นพ่อลูกวุ่นวายอยู่กับการเลี้ยงปลา เพื่อน ๆ แถวบ้านยังไปซื้อปลามาบ้าง วงเลี้ยงปลาทำท่าจะใหญ่ขึ้น และวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย เมื่อเด็กๆ เดินเข้าออกบ้านนายแม็คกันทั้งวัน แม่ต้องทำใจค่ะ

ได้ลูกที่อยู่ในบ้าน ได้พ่อที่มาใช้เวลากับลูก ได้สัมพันธภาพระหว่างพ่อลูก ได้แก้ไขพฤติกรรมไม่น่ารักบางอย่างของลูกในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน ได้ห่างๆ จากร้านเน็ตและหน้าจอทีวี ได้เท่านี้ก็ดีถมไปแล้วไม่ใช่หรือคะ

นี่ถ้าเขาเกิดเบื่อกันขึ้นมา คงต้องหาเรื่องใหม่ๆ ให้เขาเล่นกันอีก จะเป็นอะไรดีน้อ…

จาก: นิตยสาร Life & Family