ก.ย.13

โทรศัพท์มือถือ “ออกซิเจนของวัยรุ่น” มีให้ถูก ใช้ให้เป็น

โทรศัพท์มือถือ “ออกซิเจนของวัยรุ่น” มีให้ถูก ใช้ให้เป็น

หลังจากนั้นยังตามมาด้วยคลิปของต่างประเทศในลักษณะคล้ายกันอีกนับไม่ถ้วนที่คนดูอย่างเราก็ได้แต่ร้อง “โอ้โห” แต่เจ้าของโทรศัพท์นอกจากจะร้องไม่ออกเพราะเสียโทรศัพท์แล้ว ยังต้องมึนด้วยว่าตัวเองทำอะไรผิด ก็แค่รับโทรศัพท์ในห้องเรียนเท่านั้นเอง 

ก่อนจะพูดถึงประเด็นคลิป เรามาดูพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของวัยรุ่นไทยกันก่อน คุณทราบไหมคะว่าผลการสำรวจกลุ่มวัยรุ่นในแถบเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด 11 ประเทศ พบว่าวัยรุ่นไทยทั้งคลั่งและครองโทรศัพท์มือถือมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยใช้เกณฑ์อายุตั้งแต่ 8-24 ปี และพบว่า 72 ใน 100 คนของวัยรุ่นไทยจะต้องมีโทรศัพท์มือถือ จึงไม่แปลกค่ะถ้าโทรศัพท์มือถือจะเป็นเหมือนถังออกซิเจนของวัยรุ่น ถ้าวันไหนลืมถือมาหรือทำหาย ก็จะมีอาการเหม่อลอย เซื่องซึม วิงเวียนคล้ายจะเป็นลม เหมือนอาการของคนที่รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

ภาพที่เราเห็นกันจนตาแฉะไม่แพ้การดูละครหลังข่าวคือ บรรดาวัยรุ่นที่ต้องยกโทรศัพท์แนบหูไว้ตลอดเวลา หรือไม่ก็ก้มหน้าแชทบนมือถือกันสู้ตาย ขอแค่มีพื้นที่เล็กๆ ให้ควักมือถือขึ้นมาได้เป็นพอ ที่เหลือก็ให้เป็นหน้าที่ของการรัวนิ้วและสายตาที่ดีขั้นเทพเพื่อจ้องตัวหนังสือขนาดเล็กเท่าหัวมดบนหน้าจอมือถือ 

พฤติกรรมการใช้มือถือของวัยรุ่นไทยในตอนนี้ถูกมองว่าเป็นแฟชั่น นั่นเป็นเพราะโทรศัพท์มือถือกลายมาเป็น “Item Must Have” ที่จะต้องมีไว้เพื่อระบุฐานะและความทันสมัยให้คนรอบข้างได้รับรู้ ในขณะที่การใช้งานส่วนใหญ่ก็เน้นไปที่การคุยเล่นมากกว่าการติดต่อธุระหรือโทรถามสารทุกข์สุขดิบของพ่อแม่ตัวเอง จากการสำรวจยังพบว่าวัยรุ่นไทยใช้โทรศัพท์คุยเล่นประมาณวันละ 102 นาที ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้ง 11 ประเทศอยู่ที่ 49 นาทีเท่านั้นเอง 

 

 

เรื่องการใช้มือถือแบบผิดที่ผิดเวลาของวัยรุ่นก็กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก เพราะปัจจุบันดูเหมือนว่าวัยรุ่นจะสามารถใช้มือถือได้อย่างไร้ขอบเขตของช่วงเวลาและสถานที่ ไม่ว่าจะตอนกินข้าว ดูหนัง บนรถเมล์ หรือบางคนเก่งถึงขั้นแชทมือถือได้ทั้งที่นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างกันเลยทีเดียว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกๆ วันเราจะเห็นวัยรุ่นก้มหน้าดูแต่โทรศัพท์แทนที่จะก้มหน้าอ่านหนังสือเหมือนวัยรุ่นในประเทศอื่นๆ และก็ไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะหงุดหงิดถ้าต้องเดินตามหลังเด็กที่มัวแต่เดินกดมือถือ หรือถ้าต้องเดินชนเด็กที่ก้มหน้าแชทจนลืมมองทาง

 

กรณีของคลิปอาจารย์ขว้างโทรศัพท์มือถือของนักศึกษาก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากถึงพฤติกรรมการใช้มือถือผิดที่ผิดเวลาของวัยรุ่น ซึ่งจริงๆ แล้วในบางสถาบันการศึกษาหรือในบางชั้นเรียน จะมีกฎข้อบังคับว่าให้ปิดโทรศัพท์มือถือขณะทำการเรียนการสอน หรือแม้แต่ห้ามพกมือถือเข้าห้องเรียนเลยก็มี แต่เพราะความหย่อนยานของกฎบวกกับความไม่ใส่ใจของนักศึกษาที่ยังมองว่ามือถือเป็นทรัพย์สินบุคคล สามารถพกพาเอาไปไหนด้วยก็ได้ แต่ลืมคิดว่าถึงจะพกไปไหนก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ 

จริงๆ แล้วการกระทำของอาจารย์นั้นถูกมองว่าไม่สมควร และรุนแรงเกินกว่าเหตุ จึงมีหลายคนออกมาแสดงความเห็นกับกรณีนี้ว่าวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือน่าจะเป็นการตักเตือนและออกกฎเฉพาะเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือในสถาบันการศึกษาอย่างเข้มงวด และอีกหลายคนมองว่าอาจจะดีกว่าถ้าอาจารย์ไล่นักศึกษาออกจากชั้นเรียน หรือยึดโทรศัพท์ไว้ก่อนแล้วคืนหลังเลิกเรียน ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เหมาะสมกว่า

เรามามองด้านนักศึกษากันบ้างค่ะ แน่นอนว่าทุกคนต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพฤติกรรมของนักศึกษาเป็นสิ่งที่ไม่สมควรและไม่ถูกต้องเลยสักนิดที่คุยโทรศัพท์ในชั้นเรียน (ที่สำคัญคือต่อหน้าอาจารย์เลยล่ะ) เพราะรู้อยู่แล้วว่าในห้องเรียนเป็นที่เรียนหนังสือ ฉะนั้นการทำสิ่งที่นอกเหนือไปจากการเรียนการสอน ไม่ว่าจะคุยกัน กินขนม หลับ หรือคุยโทรศัพท์มือถืออย่างในกรณีนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง และเป็นการแสดงถึงการไม่เคารพครูอาจารย์ ไม่เคารพในสิ่งที่ตัวเองกำลังศึกษา และไม่เคารพต่อเวลาและสถานที่ 

ถ้าเรื่องการใช้โทรศัพท์กลายมาเป็นอีกปัญหาของระบบการศึกษา แนวทางที่มีความเป็นไปได้คือการออกกฎข้อบังคับเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือในสถานศึกษา เช่น ห้ามเปิดเสียงในระหว่างการเรียนสอน ให้ใช้ได้ในเวลาพักหรือเลิกเรียนเท่านั้น หรือกำหนดช่วงอายุของนักเรียนนักศึกษาที่สามารถพกโทรศัพท์มาสถานศึกษาได้ ซึ่งในส่วนนี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากบรรดาผู้ปกครองด้วย เพื่อทำความเข้าใจกับเด็กในเรื่องของกาลเทศะในการใช้ และความจำเป็นในการใช้ เพราะถ้าผู้ปกครองยังคิดแค่ว่าโทรศัพท์มือถือคือเครื่องมือสื่อสารในกรณีฉุกเฉิน โดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ววัยรุ่นเข้าใจคำว่ากรณีฉุกเฉินเป็น “ทุกกรณี” นั่นก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาได้ 

คลิปแบบนี้แม้จะยังมีข้อถกเถียงว่าเป็นเหตุการณ์จริงหรือจัดฉาก แต่น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ทั้งผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และวัยรุ่น หาวิธีที่เหมาะสมในการปรับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างถูกที่ถูกเวลา และไม่ใช่แค่วัยรุ่นเท่านั้น ทุกคนควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเชื่อเหลือเกินค่ะว่าเทคโนโลยีควรเป็นสิ่งที่รับใช้เรา ไม่ใช่ให้มันมีอำนาจเหนือเรา