ต.ค.2

งานพิเศษของหนุ่มสิบสาม

งานพิเศษของหนุ่มสิบสาม

"ตี๋เล็กจะหางานพิเศษทำนะแม่" 


วันนี้เจ้าตัวดีมาแปลก ก็แต่ไหนแต่ไรมา แค่งานบ้านยังต้องทั้งขู่ทั้งเข็ญสารพัด กว่าจะยอมทำ 

"ก็เจ้าป๋องน่ะแม่ มันไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านนมแค่เทอมเดียว ได้เพลย์ สเตชั่น มาเล่นสนุกไปเลย" 

แม่ถึงบางอ้อทันที ได้ยินลูกบ่นแกมประชดแบบจงใจให้เข้าหูมาหลายเดือนแล้วว่า 

"สงสัยกินเนสบุ๊กต้องมาบันทึกแล้วละมั้งว่า ตี๋เล็กเป็นเด็กคนเดียวในโลกที่ไม่มีเกม เล่นกับใครเขา" 

คำตอบที่ตี๋เล็กได้กลับไปทุกครั้งก็คือ "เจ้าลูก เวอร์" 

"เดี๋ยวให้แม่ปรึกษาพ่อเขาก่อนละกัน" บ้านนี้เขายึดหลักประชาธิปไตย มีอะไรต้องช่วยกันคิดช่วยกันมองให้รอบด้าน ที่โต๊ะอาหารเย็นนั้น พ่อแม่จึงคร่ำเคร่งกันเป็นพิเศษช่วยกันเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของการทำงานพิเศษเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ได้ข้อสรุปดังนี้ 

การทำงานพิเศษจะทำให้ลูกได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง เช่น ความรับผิดชอบ ความมีวินัย และรู้จักควบคุมตัวเอง นอกจากนั้นยังจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย เช่น รู้ว่าชอบและไม่ชอบอะไร ชอบทำงานกับคนเยอะๆ แบบในร้านอาหาร หรือชอบนั่งทำงานเงียบๆ 

มากกว่า และเมื่อเจอปัญหาก็จะได้รู้ว่าปัญหาแบบไหนที่ลูกรับมือได้ดี และปัญหาอะไรที่เจอ แล้วจอด ซึ่งจะมีประโยชน์กับการเลือกอาชีพในอนาคต ที่สำคัญ ลูกจะได้เจอสถานการณ์จำลองในโลกของการทำงาน ได้เรียนรู้การทำงานอย่างมืออาชีพที่ไม่ใช่คิดแค่สนุกไปวันๆ ต้องวางตัวให้เหมาะสมและรู้จักแบ่งเวลาให้เป็น 

นอกจากประสบการณ์แล้ว การทำงานยังเป็นที่มาของรายได้ซึ่งจะทำให้เขารู้คุณค่าของเงินว่าไม่ได้หามาง่ายๆ งานบางอย่างอาจมีประโยชน์กับการเรียน เช่น ทำให้จัดการตัวเองได้ดีขึ้น ทำ รายงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ละเอียดรอบคอบขึ้น ส่วนผลเสียที่อาจตามมา เช่น ทำให้การเรียนเสีย เกรดตก ไม่มีเวลาให้ครอบ ครัวเพื่อนฝูง ทำให้เวลาทำกิจกรรมอื่นๆ ลดลง เช่น เล่นกีฬา กิจกรรมที่โรงเรียน เวลาพักผ่อน 

นอกจากนั้น การทำงานพิเศษทำให้เจอคนหลากหลายรูปแบบ ถ้าเจอคนไม่ดีอาจพาไปในทางที่ผิด รวมทั้งเมื่อมีเงินมากขึ้น(ด้วยตัวเอง)ลูกอาจฟังพ่อแม่น้อยลง 

เมื่อคิดสะระตะแล้ว พ่อกับแม่เห็นตรงกันว่าการทำงานพิเศษน่าจะเป็นประสบ การณ์ที่มีค่า และมีประโยชน์สำหรับลูกซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ส่วนข้อเสียที่ไม่อยากให้ เกิดนั้น น่าจะพอป้องกันได้ด้วยการมีกฎเกณฑ์และข้อตกลงที่ชัดเจน อย่างเช่น 

ชั่วโมงการทำงานไม่มากเกินไป ช่วงเปิดเทอมไม่ควรเกินอาทิตย์ละ 15- 20 ชั่วโมง (ที่ต่างประเทศมีการทำวิจัย พบว่าเด็กที่ทำงานพิเศษมากกว่า 20 ชั่วโมงต่อ สัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะเรียนแย่ลง ห่างเหินพ่อแม่มากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อยาเสพย์ ติดและของมึนเมา) 

ย้ำ! หน้าที่หลักของลูกคือการเรียน (ในกรณีนี้ ท่าทีของพ่อแม่มีส่วนสำคัญมากที่จะบอกให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่ยังคงเห็นว่าการเรียนต้องมาก่อนอย่างอื่นเสมอ) 

หากคิดจะทำ ต้องทำอย่างจริงจัง(อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง) 

เงินที่ลูกหามาได้เป็นสิทธิ์ที่จะเอาไปใช้จ่ายอะไรก็ได้(ก็จริงอยู่) แต่จำนวนหนึ่งต้องเก็บเป็นเงินออม (กี่เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ตกลงกัน) ฝากพ่อแม่หรือธนาคารไว้ และถ้าจะซื้อของแพงมากๆ ต้องปรึกษาและบอกให้พ่อแม่รับรู้ 

ทิ้งเบอร์โทร.ที่ติดต่อได้ไว้ให้พ่อแม่ทุกครั้ง 

กำหนดเวลาสำหรับอยู่พร้อมหน้าครอบครัว และลูกต้องรักษาข้อตกลงนี้อย่างเคร่งครัด เช่น กลับมาทานข้าวเย็นกับพ่อแม่ให้ได้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง หรือมีเวลาไปเที่ยว ด้วยกันเดือนละครั้ง เป็นการรักษาสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่กับลูกวัยรุ่นไม่ให้ห่างเหินจนเกินไป 

เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง เช่น 3 เดือน ควรมีการประเมินสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าการเรียนของลูกหล่นวูบแบบน่าใจหาย หรือการทำงานเบียดบังจนลูกไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นเลย คงต้องมาคุยกันอีกทีว่าเป็นด้วยเหตุผลกลใดและจะคิดทำอย่างไรกันต่อไป อาจต้องปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เช่น ลดชั่วโมงการทำงานลง มองหางานในลักษณะใหม่ หรือ จะกลับมาสนใจการเรียนอย่างเดียวก่อน รอเวลาที่พร้อมกว่านี้สำหรับการทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกัน 

สำหรับตี๋เล็ก เมื่อ 3 เดือนผ่านไป... 

หนุ่มน้อยเก็บเงินได้เกือบหมื่นจากการเป็นพนักงานเสิร์ฟ โดยที่การเรียนก็ไม่เสีย แต่ก็มีเสียงบ่นให้พ่อแม่ได้ยินเป็นระยะเพราะรู้ซึ้งถึงความเหนื่อยจากการทำงานแล้วอยู่ๆ วันหนึ่งก็เปรยกับแม่ว่า 

"กว่าจะหาเงินได้มันเหนื่อยแบบนี้นี่เอง...อันที่จริงเพลย์ สเตชั่นมันก็ไม่ใช่ของ จำเป็นสักเท่าไร ตี๋เล็กว่าจะไม่ซื้อแล้วละ เสียดายตังค์" 

"อ้อ! แล้วต่อไปตี๋เล็กจะตั้งใจเรียนให้มากขึ้นด้วย พอโตเป็นผู้ใหญ่จะได้ไม่ลำบาก...ว่ามั้ยแม่" 

แม่อมยิ้มและคิดในใจ “เห็นด้วยที่สุดเลยจ้ะ”