ต.ค.17

5 สัญญาณเตือนวิกฤตวัยรุ่น

5 สัญญาณเตือนวิกฤตวัยรุ่น

บ้านไหนมีลูกวัยรุ่นอาจจะรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอีกนิดกับการที่จะต้องตามความคิดและพฤติกรรมเขาให้ทัน จริงไหมคะ เพราะเขามีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรม แต่ถ้าพ่อแม่อย่างเราเหนื่อยจนไม่อยากรับรู้ล่ะก็ ทราบไว้เลยค่ะว่าคุณอาจจะพลาดการรับสัญญาณเตือนและสัญญาการขอความช่วยเหลือบางอย่างจากลูกวัยรุ่นก็ได้



Momypedia มี 5 สัญญาณเตือนที่จะบอกว่าลูกวัยรุ่นของเรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงหรืออาจจะกำลังเผชิญกับวิกฤตบางอย่างมาบอกค่ะ ลองนำไปสังเกตกันดูค่ะ



 ผลการเรียนตก – สัญญาณนี้ชัดเจนและสังเกตง่ายที่สุด เพราะรายงานผลการเรียนมักจะมาถึงมือพ่อแม่เสมอ ถ้าลูกเราเคยทำผลการเรียนได้ดีมาตลอด แต่อยู่ๆ ผลการเรียนกลับตกลง ก็รู้ไว้เลยค่ะว่าเขากำลังมีปัญหาแน่นอน เช่น ไม่ชอบเรียนวิชานั้น มีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียน ติดเพื่อน หรือแม้แต่ความเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจก็มีผลที่ทำให้เกิดสัญญาณนี้เช่นกัน



 งดการสื่อสารกับพ่อแม่ – จริงๆ แล้วการคุยกับลูกวัยรุ่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้วค่ะ เพราะสังคมที่เขาอยู่ก็เดินหน้าเร็วกว่าที่พ่อแม่เคยเจอ แต่ให้ลองสังเกตง่ายๆ ว่า หากปกติลูกวัยรุ่นจะเล่าเรื่องที่โรงเรียน เรื่องเพื่อน หรือเรื่องส่วนตัวทั่วไปให้ฟัง แล้วอยู่ๆ หยุดเล่าเรื่องพวกนี้ให้เราฟัง ไม่ชอบอยู่ร่วมวงการสนทนาในครอบครัวเหมือนเดิม พูดคุยแบบถามคำตอบคำ หรือไม่สบตาเลยเวลาคุยกัน พ่อแม่รู้ไว้เลยค่ะว่าเขากำลังมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน



 กลุ่มเพื่อนใหม่ – เพื่อนมักจะมีอิทธิพลไม่ว่าทั้งทางดีและทางไม่ดีกับลูกวัยรุ่นเราเสมอค่ะ หากลูกเราเริ่มมีเพื่อนใหม่ๆ ที่ต่างไปจากกลุ่มเดิมที่เขาเคยคบหา ลองสังเกตดูนะคะว่าเขามีพฤติกรรมอะไรเปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า



 เปลี่ยนงานอดิเรกที่ชอบ เปลี่ยนกิจกรรมที่ทำ – พ่อแม่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกวัยรุ่นจะเบื่อง่ายถ้าทำกิจกรรมอะไรซ้ำๆ และเป็นวัยที่เขากำลังค้นหาตัวเอง แต่ต้องหมั่นสังเกตค่ะว่าการที่เขาเปลี่ยนกิจกรรมงานอดิเรกหรือกีฬาที่ชอบเป็นเพราะสาเหตุอะไร มีอะไรเป็นแรงจูงใจ หรือการเปลี่ยนกิจกรรมนี้ทำให้เขามีพฤติกรรมอะไรที่เปลี่ยนแปลงบ้างหรือไม่



 เปลี่ยนทัศนคติ – สัญญาณเตือนข้อนี้สำคัญมาก่ะ เพราะการที่ลูกวัยรุ่นของเราเกิดเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เขาเคยคิดไว้ นั่นหมายความว่าเขาต้องได้รับอิทธิพลจากอะไรบางอย่าง ซึ่งหากกลายเป็นทัศนคติที่ไม่ดีก็อาจนำไปสู่การแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือการกระทำที่รุนแรงทั้งคำพูดและการกระทำได้ 



นักจิตวิทยาวัยรุ่นให้คำแนะนำว่า พ่อแม่ที่มีลูกวัยุร่นจะต้องใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของลูกทั้งทางร่างกาย ความคิด พฤติกรรม คำพูด หรือแม้แต่กิจวัตรประจำวันของเขา เพราะเขามักจะส่งสัญญาณบางอย่างมาให้พ่อแม่รู้เสมอว่าชีวิตเขาอาจจะกำลังเปลี่ยนแปลงไปเพราะอิทธิพลอะไรบางอย่าง

 

ดังนั้นพ่อแม่จะเพิกเฉยและเบื่อหน่ายกับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของวัยรุ่นไม่ได้เลยค่ะ และทางแก้ที่ดีที่สุดคือ การพูดคุยกับลูกวัยรุ่นแบบตรงไปตรงมา เพราะยิ่งพ่อแม่เปิดใจ รับฟังมากเท่าไหร่ จะยิ่งทำให้ลูกเกิดความมั่นใจและไว้วางใจที่จะเล่าเรื่องตัวเอง และอย่าบีบคั้นให้ลูกเล่าเมื่อเขายังไม่พร้อม แต่ควรให้กำลังใจเขาจนเขาเกิดความกล้าขึ้นมาเอง โดยพ่อแม่ต้องอยู่เคียงเขาเสมอค่ะ



บ้านไหนมีลูกวัยรุ่น ลองหันไปมองเขาและถามเขาสักนิดก็ดียนะคะว่า “วันนี้ลูกเป็นยังไงบ้าง” แค่นี้ความไว้ใจระหว่างกันก็เพิ่มขึ้นจนน่าชื่นใจแล้วค่ะ