มี.ค.19

'บันได 3 ขั้น' เลี้ยงลูกยุคไอที

'บันได 3 ขั้น' เลี้ยงลูกยุคไอที

 

 

 

 

 

 

บันไดขั้นที่ 1

ต้องมีเวลาที่มีคุณภาพให้กับลูก

พูดคุยกันระหว่างแม่กับลูกหรือพ่อกับลูก มีเวลาไปเดินเล่น ดูหนัง ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี แต่แม่หรือพ่อบางคนมักอาศัยช่วงเวลาตอนเช้าและเย็นขับรถไปรับส่งลูกที่โรงเรียน เอาเวลาที่อยู่บนรถเป็นเวลาพูดคุยกับลูก เพราะหาโอกาสและเวลาที่จะคุยกันได้ยาก

บางครั้งการคุยกันบนรถอาจไม่ใช่ทางออกเสมอไป เนื่องจากเวลาพูดคุยกันนั้นลูกอาจไม่ได้สนใจ อาจจะเออออไปด้วย แต่มือเล่น เกม ให้ความสนใจกับเกมในมือถือ เล่นเฟซบุ๊ค ทำให้แม่กับลูกไม่ได้เห็นหน้าค่าตากัน ไม่ได้มองเห็นการแสดงออกของอีกฝ่าย ปฏิกิริยาหรือการใช้ภาษากาย การใช้เวลาพูดคุยกับลูกต้องเป็นการใช้เวลาที่มีคุณภาพแม้จะน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม 

ธรรมชาติของเด็กตั้งแต่วัยประถมฯ ขึ้นไปถือว่า เป็นวัยที่เริ่มมีความเกรงใจ หากพ่อแม่บอกว่าไม่ค่อยมีเวลา แต่ถ้าลูกมีปัญหาอะไรก็ให้มาปรึกษา เช่น มีปัญหาเรื่องการเรียน เพื่อนรังแก ทะเลาะกับครู หรืออกหัก ตามธรรมชาติแล้วเด็กจะไม่ปรึกษาพ่อแม่ เขาจะคิดว่าไม่อยากเอาภาระไปให้ หากพ่อแม่บอกว่าไม่มีเวลา เด็กก็เลยแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ถ้าพ่อแม่ไม่เอะใจหรือระแวงว่า ลูกจะเกิดความเกรงใจและอาจเก็บปัญหาเอาไว้ เมื่อเกิดความผิดพลาดไปแล้วจะมาเสียใจที่ไม่มีเวลาให้ลูก ซึ่งไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีสำหรับพ่อแม่ เหมือนโยนความรับผิดชอบให้ลูก

บันไดขั้นที่ 2

ต้องเข้าใจลูกว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

พ่อแม่ควรรู้ว่าลูกต้องการสิ่งไหน และนิสัยใจคอของลูกเป็นอย่างไร เพราะเรื่องความเข้าใจเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการเลี้ยงลูกยุคนี้ หากพ่อแม่ไม่เข้าใจว่า ลูกชอบหรือต้องการสิ่งไหน ก็จะไม่รู้และพยายามเลือกสิ่งต่างๆ ให้กับลูกด้วยเหตุผลของตัวเอง

เหตุผลที่รู้มาว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนั้นเหมาะกับลูก อาจมองข้ามความชอบ ความต้องการ ความเหมาะสมกับบุคลิก อารมณ์ และนิสัยที่แท้จริงของลูก ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย และอาจจะทะเลาะกันรุนแรงได้ ทำให้พ่อแม่กับลูกมีปัญหาด้านสัมพันธภาพ ต่อไปอาจทำให้ลูกต่อต้านหรืออาจทำอะไรที่ไม่คาดคิด เช่น หนีออกจากบ้าน หรือแอบไปทำอะไรที่ไม่เหมาะสม เพราะเด็กเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองว่าเขามีสิทธิและต้องการจะเลือก

แม้พ่อแม่หลายคนในปัจจุบันจะพยายามเป็นพ่อแม่ที่ดีโดยการทำอะไรก็ตามที่เห็นลูกออกมาดี แต่ทางอ้อมอาจไม่ได้ตั้งใจ จึงคาดหวังกดดันลูกโดยไม่รู้ตัว คิดว่าเป็นความปรารถนาดี อยากให้ลองเช็กดูว่าตัวเราเป็นกลางหรือเปล่า เห็นอกเห็นใจ เข้าใจลูกแค่ไหน เพราะการที่ลูกได้รับสิ่งดีๆ เยอะแยะมากมายที่พ่อแม่พยายามทำและเลือกให้นั้น แท้จริงแล้วเขาอาจเข้าใจในความหวังดีและเหตุผลที่พ่อแม่มีต่อลูก แต่พ่อแม่อาจไม่เข้าใจลูกเลยว่าเขาต้องการสิ่งเหล่านั้นจริงๆ หรือไม่ เขาอาจต้องการอะไรที่แตกต่างออกไป ซึ่งความต้องการที่แท้จริงของเขาอาจแตกต่างจากสิ่งที่พ่อแม่เลือกให้

บันไดขั้นที่ 3

ต้องมีความรู้ในการเลี้ยงลูก

เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน พ่อแม่บางคนใช้ความรู้และวิธีที่ตนเองเคยประสบความสำเร็จมา บางทีก็ได้ผลและไม่ได้ผล พ่อแม่ควรมีสติ คอยสังเกต อย่าไปยึดติดกับลูก และยึดติดกับสิ่งที่เคยได้ผล หากไม่ได้ผลควรเปลี่ยนวิธี เลิกใช้ และหาแนวทางวิธีใหม่ๆ แทน ซึ่งสามารถหาความรู้ได้มากมายทั้งจากอินเทอร์เน็ต หนังสือ การอบรม สัมมนาต่างๆ หรืออาจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนร่วมงานก็ได้ เพราะบางครั้งเพื่อนร่วมงานอาจมีลูกวัยใกล้เคียงกันหรือโตกว่าซึ่งสามารถเล่าถึงประสบการณ์การเลี้ยงลูกให้กันและกันได้ เช่น แม่บางคนอาจใช้วิธีทำโทษลูกแบบนี้แล้วไม่ได้ผล แต่สำหรับพ่อแม่บางคนใช้อีกวิธี แล้วลูกกลับเข็ดหลาบและไม่กล้าทำอีก 

ที่สำคัญพ่อแม่ควรเปิดใจให้กว้าง ยอมรับฟังวิธีการใหม่ๆจากเพื่อนๆ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่ได้ผลและมีประ โยชน์ในการเลี้ยงลูก