เม.ย.22

สิ่งที่ไม่ควรทำ...ถ้าไม่อยากให้ลูกติดเกม

สิ่งที่ไม่ควรทำ...ถ้าไม่อยากให้ลูกติดเกม

บทความโดย รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล

สาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

มหาวิทยาลัยมหิดล

 

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปฏิบัติ ถ้าไม่อยากให้ลูกติดเกม ได้แก่

 

 

1. ไม่ตั้งกติกาก่อนซื้ออุปกรณ์เล่นเกมให้

การที่ผู้ปกครองซื้ออุปกรณ์เล่นเกมให้ลูกโดยไม่ได้มีการตั้งกติกากการเล่นเอาไว้ก่อนล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ผู้ปกครองควรมีการสร้างกติการ่วมกันกับเด็กก่อนว่า เด็กสามารถเล่นเกมได้วันไหนบ้าง เวลาไหนบ้าง เล่นได้ครั้งละไม่เกินกี่ชั่วโมง ตั้งแต่เวลาใดถึงเวลาใด  ก่อนจะเล่นจะต้องรับผิดชอบทำการบ้านให้เสร็จเรียบร้อยก่อน หากไม่รักษากติกาจะต้องถูกทำโทษอย่างไร (แนะนำให้ใช้วิธีงดเกม หรือลดเวลาในการเล่นเกมลง) จะเป็นการยากมากที่จะมาตั้งกติกากันภายหลัง หลังจากที่ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว

2.ใช้เกมเป็นเสมือนพี่เลี้ยงเด็ก

พ่อแม่ ผู้ปกครองที่งานยุ่งอาจจะคิดว่าการให้เด็กอยู่บ้านเล่นเกม หรือไปอยู่ร้านเกมน่าจะปลอดภัย ตัวเองจะได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อไปทำอย่างอื่น ขอบอกว่าความคิดนี้อันตรายเป็นอย่างยิ่ง หลายครอบครัวกว่าที่พ่อแม่จะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว ลูกติดเกมงอมแงมหลายต่อหลายคนก็เพราะมีพ่อแม่ที่คิดง่ายๆแบบนี้แหละ

3. ดีแต่บ่น แต่ไม่เคยเอาจริง

สิ่งที่พ่อแม่มักจะทำเสมอแต่เป็นวิธีที่ไม่เคยได้ผล คือ การดีแต่บ่น เช่น “เล่นนานไปแล้ว” “เลิกได้แล้วนะ” “เมื่อไหร่จะเลิกซักที” การพูดบ่อยๆ นอกจากจะไม่ค่อยได้ผลแล้ว ยังทำให้ลูกเกิดความรู้สึกว่า “บ่นอีกแล้ว...รำคาญ” ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ จะทำให้ลูกไม่อยากคุยและไม่อยากเจอหน้าพ่อแม่ เพราะคิดว่าจะต้องโดนดุ การพูดน้อยแต่ทำจริงตามกติกาที่ตกลงกันไว้เป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่าเสมอ

4.ใจอ่อน

ธรรมชาติของเด็กมักจะชอบต่อรองกับคุณพ่อคุณแม่เสมอเมื่อหมดเวลาเล่น โดยมักจะพูดว่า “แป๊บนึง...ขออีก 10 นาทีน่า จะจบเกมแล้ว” ไปๆ มาๆ 10 นาทีที่ว่าก็อาจลากยาวเป็นครึ่งชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงเลยก็เป็นได้ ซึ่งพอต่อรองได้ครั้งหนึ่งก็มักจะมีครั้งต่อๆ ไป เพราะเด็กเค้ารู้ว่าพ่อแม่ไม่เอาจริง การใจอ่อนอย่างนี้ไม่ได้มีผลเสียกับเรื่องเล่นเกมเท่านั้นนะครับ แต่จะมีผลต่อกฎเกณฑ์ทุกอย่างในบ้าน ถ้าลูกรู้ว่าคุณจะใจอ่อนแล้ว เป็นเรื่องยากที่เค้าจะทำตามกฎกติกาที่วางไว้เพราะคิดว่าจะมาต่อรองเอาทีหลังได้ ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อการรักษาระเบียบวินัยในตัวเองของเค้าในระยะยาว

5.ไม่เสมอต้นเสมอปลาย

คุณอาจเคร่งครัดต่อกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ได้ แต่ก็เป็นแค่ชั่วครั้งชั่วคราว เช่น ตั้งกฎว่าอย่าเล่นเกมเกิน 2 ชั่วโมง แต่ก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ซึ่งอาจเป็นเพราะความใจอ่อนของคุณ หรือความที่คุณไม่มีเวลา สุดท้ายแล้วกฎเกณฑ์เหล่านั้นก็จะไร้ความหมาย ไม่ต่างกับการใจอ่อนยอมให้ทุกครั้งเลยครับ

6.ขัดแย้งกันเอง ระหว่างผู้ปกครอง

เมื่อลูกขอเล่นเกม คุณแม่อาจจะไม่ให้ แต่คุณพ่ออาจตามใจ เวลาเกิดความขัดแย้งกันอย่างนี้ เด็กๆก็มักเลือกเข้าข้างฝ่ายทีให้ประโยชน์กับเค้ามากที่สุด ซึ่งอาจพัฒนากลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ได้ เช่น เค้าอาจรู้สึกว่าแม่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเค้า เป็นศัตรูกับเค้าไปเลย ในเรื่องนี้คุณพ่อคุณแม่ควรมีจุดยืนร่วมกันนะครับ ว่าจะวางกฎกติกาของบ้านอย่างไร และตัวเด็กๆเองก็ต้องมีส่วนร่วมในการวางกฎกติกาด้วยนะครับ

7.ละเลยการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว

หลายครอบครัวที่มีลูกติดเกม พบว่ามักจะเป็นครอบครัวที่พ่อ แม่ ลูก อยู่กันคนละทิศละทาง ต่างคนต่างอยู่ แต่ละคนง่วนอยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจ ไม่ค่อยได้มีการทำกิจกรรมสนุกสนานด้วยกัน ดังนั้นพ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกมีกิจกรรมทำยามว่าง เป็นกิจกรรมที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินไม่แพ้การเล่นเกม หรือมากกว่าการเล่นเกม ซึ่งควรเป็นกิจกรรมที่ลูกชอบ และสามารถร่วมกันทำกิจกรรมนั้นๆ ได้ทั้งครอบครัวเพื่อเป็นการสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อ แม่ ลูก

หากพ่อแม่ไม่ทำสิ่งต่างๆข้างต้น ผมมั่นใจว่าโอกาสในการติดเกมของลูกๆจะลดน้อยลงมากครับ