ก.พ.3

Facebook Depression ซึมเศร้าใน (โรค) ออนไลน์

Facebook Depression ซึมเศร้าใน (โรค) ออนไลน์

 

 

 

 

 

Facebook Depression ซึมเศร้าใน (โรค) ออนไลน์ 

รู้หรือไม่ว่า?? Facebook Depression ถือเป็น 1 ใน 5 โรคฮิตจากโซเชียลมีเดียเลยนะคะ

โรคนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคไวรัสแบคทีเรียเท่านั้น โดยเฉพาะโรคทางสภาวะจิตใจที่เกิดขึ้นมาจากสภาวะการใช้ชีวิตของผู้คน และ เฟซบุ๊ค ก็ก่อให้เกิดโรคทางจิตได้เช่นกัน

คนรุ่นใหม่สมัยนี้ มีนิสัยเสพติดโลกออนไลน์กันมากขึ้น วิธีการดูง่ายๆ คือ ภาพที่คนทั่วไปสนใจก้มหน้าก้มตาจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์มือถือ กดๆ จิ้มๆ เลื่อนๆหน้าจอ เพื่อดูข่าวสารสิ่งเป็นไป คุยกับคนที่อยู่ในโลกออนไลน์โดยเพิกเฉยคนในโลกจริง

ภัยจากโลกออนไลน์ คือ สภาวะโรคทางจิตวิทยาของผู้ใช้ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในเฟซบุ๊ค ข้อมูลจากวารสารการแพทย์กุมารเวชศาสตร์ อเมริกัน ระบุว่า "ผู้ที่ใช้เวลาอยู่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์มาก เช่น เฟซบุ๊ค อาจได้รับความทุกข์ทรมานจาก สภาวะซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ค หรือ ที่รู้จักกันในวงการแพทย์ คือ "Facebook Depression Syndrome" ขณะที่วัยรุ่นอเมริกามากถึง 72% ที่ใช้เวลาอยู่บนเฟซบุ๊คค่อนข้างมาก มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้"

เพราะเว็บไซต์เฟซบุ๊คที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลก ได้สื่อสารผ่านภาพ ข้อความ วีดีโอ เป็นที่นิยมมาก และมันอนุญาตให้ผู้ใช้ในนั้นได้ "บิดเบือนความเป็นจริง" ของโลก ซึ่งอาจทำให้เด็กวัยรุ่นติดและหลงใหลในเนื้อหาเหตุการณ์รอบข้างต่างๆ

 

ผลการศึกษาของคณะวิจัยกุมารแพทย์ ยังบอกว่า "เด็กๆที่พวกเขาถูกเพื่อนๆหลบหนีหน้าหรือรังเกียจในโลกเฟซบุ๊คจะเป็นอันตรายมากกว่าเด็กๆที่ถูกเพื่อนปฏิเสธในโลกแห่งความจริงและในหลายๆรายอาจนำไปสู่การซึมเศร้ามีปัญหาสุขภาพจิตในระดับลึกและมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายได้"

จากการวิจัยดังกล่าว ยังพบว่า เฟซบุ๊ค สร้าง "ความเป็นจริงเทียม" (artificial reality) เพราะผู้ใช้มักจะโพสต์แต่เรื่องด้านดีด้านเดียวของชีวิต และหลบซ่อนเรื่องราวร้ายๆ แย่ๆของตนเอง หรืออะไรก็ตามที่พวกเขาอยากจะปกปิด หรืออยากสร้างภาพ ผลที่ตามมาก็คือ ผู้ที่เข้ามาชมมาดูมาอ่าน ก็จะเห็นแต่ภาพชีวิต "ที่มีความสุขและสมบูรณ์แบบ" จนกลายมาเป็นความรู้สึกเปรียบเทียบกับชีวิตตน

เด็กและวัยรุ่นส่วนมากจึงรู้สึกว่า ตนเอง "ไร้ค่า และไม่ดีพอ"

 

ผลการศึกษาอีกชิ้น โดย ดร.โจแอน ดาวิล่า จากมหาวิทยาลัยบรูก พบว่า "การส่งข้อความ อีเมล์ หรือปริมาณเวลาที่เด็กๆ ใช้บนเฟซบุ๊ค สามารถทำให้เด็กๆ มีอารมณ์หงุดหงิดง่ายมากขึ้น 

และหมกมุ่นอยู่กับความเสียใจ เศร้าโศก กังวลกับเรื่องต่างๆ ในเฟซบุ๊ค มากกว่าที่จะปล่อยมันให้ผ่านไป" 

สิ่งหนึ่งที่ดร.โจแอน ค้นพบ คือ ผู้คนมักรู้สึกต่อปฏิกิริยาเชิงลบในเฟซบุ๊คมากกว่าโลกจริง สิ่งที่ตามมาคือพวกเขาจะซึมเศร้า มีความกังวลและมีความเสียใจ

เช่นนั้นแล้ว เราจะทำอย่างไรไม่ให้ตกเป็นผู้ป่วยจาก "โรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ค" ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า เฟซบุ๊คไม่ใช่โรคระบาดตัวมันเองไม่ใช่เชื้อโรคในทางการแพทย์ แต่เฟซบุ๊คคือ "ปรากฏการณ์" ที่ถูกออกแบบให้เราสามารถเชื่อมต่อกับผู้คนทั่วโลกได้อย่างที่ไม่เคยมีสื่อไหนทำได้มาก่อน มันคือสื่อที่เยี่ยมยอดในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ และ รื้อฟื้นความสัมพันธ์เก่าๆ กับเพื่อนที่เราจากหายไปนานเข้าด้วยกันได้ หลายๆคนใช้เวลาไปมากกับการเฝ้าดู เฝ้ามองชีวิตของคนอื่นๆ และเกิดสภาวะซึมเศร้าจากการเปรียบเทียบกับชีวิตของตนเอง

 

ลองมาดูกันว่า คุณมีอาการเป็น "โรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊คหรือไม่?" ดังนี้

(1) มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความเป็นจริงที่เป็นสุข ของเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ค

(2) ตกเป็นเหยื่อทางอารมณ์ของกิจกรรมชีวิตประจำวันของผู้อื่นๆ

(3) มักเปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตของตนเองกับเพื่อนๆ อยู่เสมอ

(4) คุณมักเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ของตนเองอยู่เสมอ เพื่อเรียกร้องคามสนใจ

(5) รู้สึกกระวนกระวายใจ เมื่อไม่สามารถเช็คข้อความ ข่าวสาร หรือ สถานะของคุณได้เหมือนที่ทำเป็นปกติ

(6) คุณมักลับสมองและค้นหาข้อความขำขัน แหลมคม อัพเดทสถานะแบบดึงดูด หรือโพสต์บทความต่างๆ ที่สร้างภาพหลอกลวงว่าคุณเก่ง คุณเจ๋ง คุณเกาะติด หรือเป็นผู้นำ มีความสุขและน่าตลกขบขัน

 

ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้อย่างน้อย 2ข้อ แสดงว่าคุณเป็นโรค Facebook Depression แล้ว ฉะนั้น วิธีการเยียวยาที่ดีที่สุด คือ "งด/หลีกเลี่ยงการใช้งานเฟซบุ๊ค" ลง เช่น ลดจำนวนเวลา ความถี่ และ ความสนใจจากข้อความต่างๆ หรือความรู้สึกที่อยากจะโพสต์ลงบ้าง มันจะทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น

หรือไม่ก็รู้จักวิธีการที่จะใช้มันอย่างเท่าทันตระหนักว่าการที่พวกเขาเหล่านั้นโพสต์สิ่งต่างๆโดยเฉพาะเรื่องดีๆอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้มีหรือมีชีวิตในด้านลบเลย

เด็กๆ ทีพวกเขาถูกเพื่อนๆ หลบหนีหน้า หรือรังเกียจในโลกเฟซบุ๊ค จะเป็นอันตรายมากกว่า เด็กๆ ทีถูกเพือนปฏิเสธในโลกแห่งความจริง และในหลายๆ รายอาจนำไปสู่การซึมเศร้า มีปัญหาสุขภาพจิตในระดับลึก และมีแนวโน้มทีจะฆ่าตัวตายได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ, นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.)

Email: timeseven@gmail.com

 

...

 

โอ้โหว รับรองว่านอกจากเฟซบุ๊คแล้ว อาจจะขยายวงกว้างออนไปจากสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆได้อีก ดูน่ากลัวเหมือนกันนะเนี่ย เจ้าสื่อสังคมออนไลน์ที่เราใช้ประโยชน์จากมันทุกๆวัน หากใช้ไม่สมดุลก็ก่อให้เกิดโทษเอาได้ง่ายๆ

นอกจากนี้ ยังมี โรคฮิตอื่นๆอีกนะ ที่เกิดจากสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ไปอ่านกันต่อได้เลยนะคะว่า 5 โรคฮิตจากโซเชียลมีเดีย

นอกจาก ซึมเศร้าแล้ว ยังมีอะไรอีกบ้าง ไปดูกันเลยค่าาา...>> Click

 

แล้วการที่เรา "ก้มหน้าก้มตาจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์มือถือ กดๆ จิ้มๆ เลื่อนๆหน้าจอ เพื่อดูข่าวสารสิ่งเป็นไป คุยกับคนที่อยู่ในโลกออนไลน์โดยเพิกเฉยคนในโลกจริง" 

นั่น คือ อาการอะไร...

หาคำตอบได้ใน บทความนี้ คุณเคย "ฟับ..หรือไม่??" Stop Phubbing กันเถอะ 

 

และหากอยากรู้ว่าเราจะมีวิธีในการลด ละ เลิก ฟับบิ้งได้อย่างไร

สามารถอ่านข้อมูลได้ใน วิธีสังเกตตัวเองและแนวทางในการลด ละ เลิก “ฟับบิ้ง”...เรามา Stop Phubbing กันเถอะ!!

 

เชิญชวน... ลองมาตอบแบบสอบถามนี้ดู คุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนา แบบสำรวจการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ค่ะ...

  

 

By JaH_K..S