มี.ค.21

พฤติกรรมสังคมก้มหน้า

พฤติกรรมสังคมก้มหน้า
          จากพฤติกรรมทางสังคมของผู้คนในยุค Social Network ที่ผู้คนต่างก้มหน้าอยู่กับอุปกรณ์ พกพาส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ ไอแพด ไอโฟน แท็บเล็ต ต่างๆ ซึ่งเราจะพบเห็นอยู่ได้ทั่วไปว่าผู้คนเหล่านี้ต่างง่วนอยู่กับการ แชทผ่านไลน์กับเพื่อนหรือกลุ่มเพื่อน การโพสต์ภาพอาหารที่กำลังจะทาน หรือทานเสร็จแล้วผ่านหน้าจอเฟสบุ๊ค หรือการกด Like กับเพื่อนที่โพสต์กิจกรรมในกลุ่ม ทำให้สามีภรรยาไม่ได้สนใจพูดคุยกัน
 
          ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดี กรมสุขภาพจิต ได้ให้ความรู้ว่าพฤติกรรมสังคมก้มหน้า มีทั้งผลดีและผลเสีย กล่าวคือ
"เรื่องการใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้ แม้สิ่งที่เราทำจะเป็นประโยชน์ ถ้าก้มหน้าได้อย่างเดียวแต่เงยหน้าขึ้นมาไม่ได้เลย ในแง่การใช้เวลากับมันมากเกินไปจนเริ่มรบกวนสิ่งที่เรียกว่า การทำหน้าที่ปกติ เช่น ถึงเวลาต้องรับประทานอาหาร แต่รู้สึกว่าไม่กินก็ได้ หรือถึงเวลาต้องนอนก็ไม่นอน ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ได้ อีกอย่างต้องยอมรับว่าการสื่อสารผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ทดแทนการพูดคุยแบบเผชิญหน้ากัน ไม่ใช่แปลว่าเรามีเพื่อนมากมายอยู่ใน Facebook หรือใน Line แต่ในความเป็นจริงหากเราไปไหนแล้วไม่มีคนคุยด้วยหรือคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ไม่มีเพื่อนในสังคมจริง ไม่ได้แปลว่าคุณมีเพื่อน เพราะว่าทักษะทางสังคมที่เรียกว่า “Face to face” การมองหน้าหรือสบตากัน การมีจังหวะในการพูดคุย บางคนเสียไปเลย เช่น เวลาจะพูดกับคนอื่นรู้สึกประหม่า หรือว่าไม่เข้าหาคนอื่น หรือวางตัวไม่ถูก หรือว่าภาษาเป็นปัญหา เพราะภาษาที่ใช้ในโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ค่อยปกติ  ยิ่งถึงเวลาเป็นเรื่องของทางการมักเริ่มมีปัญหาว่าจะพูดภาษาที่เป็นทางการอย่างไร”
 
          “เท็กซ์เนค” เป็นคำที่ นายแพทย์ดีน ฟิชแมน แพทย์กายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านบำบัดอาการของกระดูกสันหลังชาวอเมริกัน คิดขึ้นเพื่อใช้เรียกกลุ่มอาการของโรคที่เกิดขึ้นจากการก้มหน้า บ่อยๆ ซ้ำๆ และนานเกินปกตินี้ อาการที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ การปวดกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ กล้ามเนื้อคอ ปวดศีรษะเรื้อรัง ปวดทุกวัน หนักเข้าก็อาจพาลไปถึงเกิดการอักเสบของข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนบน ซึ่งถือว่าสาหัสเลยทีเดียว แต่ที่น่ากังวลคือ การก้มหน้าในลักษณะนี้บ่อยๆ นานๆ จะส่งผลต่อบุคลิกท่าทาง และการเติบโตของร่างกายในเด็กและวัยรุ่นให้ออกมาบิดเบี้ยวโค้งงอจนต้องมาหาทางแก้กันยุ่งยากในภายหลัง
 
          คำแนะนำของแพทย์เพื่อการป้องกันไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อของเท็กซ์เนคอย่างง่ายๆ คือ ละสายตาจากจอ เปลี่ยนท่าจากการก้มหน้า ปล่อยให้ศีรษะกลับคืนสู่ท่าธรรมชาติในทุกๆ 15 นาที เงยหน้าขึ้น เหลียวไปรอบๆ ถ้ายังจำเป็นต้องจ้องจออยู่ก็ยกมันให้ขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา เพื่อลดการแบกรับน้ำหนักของคอลงเป็นระยะๆ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรออกกำลังกาย ในแบบที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ได้ผ่อนคลาย จะเป็นโยคะก็ได้ หรือจะเป็นกายบริหารแบบพิลาทีสที่มุ่งเน้นไปที่การทำให้ร่างกายของเราอยู่ในท่าทางที่ถูกต้องก็ได้ ทำให้ได้ทุกวันจะป้องกันปัญหานี้ได้
 
Evan Williams ผู้ก่อตั้ง Blogger และ Twitter เผยข้อแนะนำสำหรับการให้เด็กใช้อุปกรณ์อย่าง iPhone, iPad หรือ Gadget อื่นๆ ดังนี้
 
 - เด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปีมีแนวโน้มที่จะเสพติดอุปกรณ์ไอทีมาก
 - ผู้ปกครองควรขีดเส้น และตั้งกฎจำกัดการใช้งาน
 - ไม่ควรให้เด็กใช้อุปกรณ์ Gadget ในช่วงวันปกติหลังเลิกเรียน
 - ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ควรให้เด็กใช้ iPhone, iPad ได้ไม่เกิน 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมงต่อวัน
 - เด็กอายุ 10 – 14 ปีให้ใช้คอมพิวเตอร์หรือ Gadget ได้ในวันปกติ แต่เฉพาะทำการบ้านเท่านั้น
แต่ก็มีพ่อแม่อีกหลายคนที่ใช้กฎที่ยืดหยุ่นกว่า เช่นห้ามเปิดจออุปกรณ์ทุกชนิดในห้องนอน แต่ใช้ได้ไม่จำกัดในห้องนั่งเล่น ที่พ่อแม่เห็นลูกอยู่ตลอด หรือจำกัดแค่บางแอพและห้ามใช้ Social Network เท่านั้น
 
          การไม่สนใจกันบ้างเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิดในสังคม มาจากทัศนคติเฉยๆ เมื่อเห็นคนอื่นกำลังเดือดร้อนหรือมีความทุกข์ ไม่เคารพ (สิทธิ) คนอื่น ไม่เห็นว่าคนอื่นกำลังอยู่ด้วย ไม่สนใจความรู้สึกของคนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
 
          คนจีนหรือวัฒนธรรมไทยที่เคย “เคารพผู้อาวุโส และทะนุถนอมเด็ก” (เช่นบนรถโดยสารให้ที่นั่งแก่ผู้อาวุโส แม่อุ้มลูก) ปัจจุบันหายากทุกที คนเราเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว สนใจแต่ตัวเอง เราจะแก้ไขสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร เราควรมองรอบๆ ตัว ใส่ใจ ให้ความรักเมตตาช่วยเหลือที่บุคคลรอบข้าง แม้ทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ความสุขในสังคมขึ้นอยู่กับความใส่ใจ เคารพสิทธิของคนอื่น เราพยายามสนใจทำให้ชีวิตของตนเองมีความสุข สะดวกสบาย ก็กำลังทำความลำบากใจให้คนอื่น การเป็นคนดี ต้องใจดี เข้าใจและสนใจคนที่กำลังลำบาก ต้องการความช่วยเหลือ
 
 
ข้อมูลจาก    
 
https://www.gotoknow.org/posts/548278
““ภัยใกล้ตัวกับโรค สังคมก้มหน้า” http://virginstarfm.becteroradio.com”
“http://www.antiessays.com/free-essays/Indifference-Is-The-Cause-Of-Many-278493.html”
“และ “ทำไม Steve Jobs ถึงไม่ให้ลูกเล่น iPad, iPhone?” จาก facebook”