มี.ค.21

ถึงเวลาสร้างครอบครัว Digital Detox กันได้แล้ว

ถึงเวลาสร้างครอบครัว Digital Detox กันได้แล้ว

 

 

 

 

 

 

2-3 วันก่อน ได้ท่องอินเทอร์เน็ตไปเรื่อยๆ เพื่อหาข่าวหรือบทความที่น่าสนใจมาให้ทุกท่านได้ติดตามกัน ก็ไปสะดุดตากับบทความที่ คุณสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน เขียนไว้ เกี่ยวกับ Digital Detox ซึ่งน่าสนใจมากทีเดียว จึงหยิบยกมาฝากกันในวันนี้ค่ะ

ลองไปติดตามอ่านกันเลย... 

....+.....+.....+

 

ถึงเวลาสร้างครอบครัว Digital Detox กันได้แล้ว

บทความโดย คุณสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันได้มีโอกาสไปจังหวัดที่มีชาวต่างชาตินิยมมาท่องเที่ยวชายทะเลในบ้านเราถึง 2 แห่ง 2 เกาะ 2 ภูมิภาค และได้มีโอกาสใกล้ชิดชนิดที่ต้องลงเรือลำเดียวกัน และใช้ชีวิตบนเกาะแบบต้องได้สังเกตความเป็นไปของวิถีชีวิตของพวกเขา

       กิจกรรมหลักๆ ของชาวต่างชาติฝั่งตะวันตกที่นิยมชมชอบนอกจากชื่นชอบการนอนอาบแดดอ่านหนังสือแล้วก็ชอบเรื่องการนวดแผนไทยของบ้านเรามาก โดยเฉพาะการนวดเท้าที่สามารถนวดได้เรื่อยๆ เพราะความที่เขาเชื่อว่าเป็นการพักผ่อนที่ดีของเขา

       สิ่งที่ดิฉันสังเกตเห็นความเป็นไป และพินิจด้วยใจจดจ่ออีกเรื่องหนึ่งก็คือไลฟ์สไตล์ของชาวต่างชาติเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือ ส่วนใหญ่จะพบเห็นโทรศัพท์รุ่นที่สุดแสนจะธรรมดาเพียงแต่ใส่ปลอกพลาสติกกันน้ำ ในขณะที่คนรอบข้างชาวไทยทั้งหลายล้วนมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเคียงกาย และหมกมุ่นอยู่กับโทรศัพท์ของตัวเองชนิดเอาเป็นเอาตายและเมามันส์เหลือเกิน

      อีกภาพหนึ่งที่เห็นเด่นชัดก็คือ ในขณะที่หนุ่มสาวชาวไทยควักสมาร์โฟนออกมาถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน กลับพบเห็นชาวต่างชาติพกกล้องถ่ายรูปหลากหลายขนาด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นขนาดเหมาะมือที่ไม่ได้เน้นแบรนด์เนมหรือต้องเป็นกล้องยี่ห้อดี แต่เน้นที่ถนัดมือ และไม่ลืมที่จะมีซองพลาสติกกันน้ำ

       เรียกว่าใช้กล้องถ่ายรูปทำหน้าที่ถ่ายรูป และใช้โทรศัพท์มือถือทำหน้าที่โทรศัพท์ แต่จะคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของเจ้าเครื่องเทคโนโลยีมากกว่า

       ในขณะที่คนไทยใช้สมาร์ทโฟนทำหน้าที่ทั้งโทรศัพท์และถ่ายรูป รวมไปถึงสารพัดการคุยผ่านโปรแกรมอีกมากมาย ไหนจะเล่นเกม ไหนจะเอาไว้เป็นเครื่องบ่งบอกสถานะอีกต่างหาก เรียกว่าต้องพกพากันเกลื่อนเมือง และใช้ในทุกที่ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะทางน้ำหรือทางบก

       และแน่นอนแนวโน้มที่เด็กรุ่นใหม่จะซึมซับรับเอารูปแบบการใช้ชีวิตของผู้ใหญ่ยุคนี้ก็มีโอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ เราเองคนเป็นพ่อแม่ก็คงไม่อยากให้ลูกของเราต้องรับเอาพฤติกรรมเสพติดดิจิตอลกันขนาดนี้มิใช่หรือ

       ถ้าลูกของคุณเข้าข่ายเสพติดดิจิตอล หรือเทคโนโลยีทุกลมหายใจเข้าออกแล้วล่ะก็ ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะต้องจัดการกับเจ้าเทคโนโลยีที่เข้ามาอยู่รอบตัวเราทุกขณะด้วยการ Digital Detox กันได้แล้ว

       ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมอาจถือเป็นโอกาสดีในการจัดการถอดปลั๊กเครื่องมือดิจิตอลทั้งหลาย หันมาทำ Digital Detox กันดูบ้าง เพราะแม้แต่บริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Google ยังสนับสนุนให้พนักงานหยุดใช้เทคโนโลยีชั่วคราวระหว่างวันทำงาน ด้วยการมีสวัสดิการให้ปั่นจักรยานชมธรรมชาติหรือนวดผ่อนคลายกันด้วย ลองคิดดูถ้าทุกบริษัทเห็นด้วยและเอาจริงเอาจังท่าจะดีไม่น้อย

       ลองชวนพ่อแม่ ผู้ปกครองมาทำ Digital Detox กันในครอบครัวดูค่ะ...

       ประการแรก ชวนลูกไปเที่ยว เริ่มจากชวนลูกไปสถานที่ที่ลูกชอบ แต่ต้องมีข้อตกลงกันก่อนว่าไปเที่ยวครั้งนี้จะไม่นำเครื่องมือดิจิตอลติดตัวไปด้วย มีเพียงโทรศัพท์มือถือของคุณพ่อคุณแม่ที่ทำหน้าที่โทรศัพท์เท่านั้น

       ในช่วงแรกเด็กที่ติดเทคโนโลยีมากๆ ก็อาจไม่ยินยอม ก็ต้องมีการต่อรองว่าเราลองมาใช้ชีวิตแบบไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่เป็นดิจิตอลกันดูดีไหม ชวนทำให้เป็นเรื่องสนุกๆ ช่วงแรกลูกอาจรู้สึกกระวนกระวาย หงุดหงิด อารมณ์เสีย แต่ถ้าเราทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะมีช่วงเวลาปลอดเทคโนโลยี ก็ควรจะเตรียมกิจกรรมอื่นมาทดแทน ที่เหมาะสมกับอายุและความสนใจของสมาชิกในครอบครัว เช่น เกมกระดาน การเล่านิทาน งานศิลปะ ดนตรี เล่นกีฬา หรือกิจกรรมจิตอาสา ฯลฯ

       ประการที่สอง กำหนดช่วงเวลา ถ้าพ่อแม่มีการกำหนดช่วงเวลามาตั้งแต่แรกมักจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองปล่อยปละละเลยจนกระทั่งลูกติดแล้ว ก็ควรจะต้องค่อยๆ ลดจำนวนของเวลาในแต่ละวันลง อาจเป็นวันละหนึ่งชั่วโมงหลังตื่นนอน หรือก่อนนอน และให้ลูกเป็นผู้เลือกและร่วมกำหนดเวลาเอง แต่สิ่งสำคัญคุณต้องมีกิจกรรมอื่นๆ มาทดแทน และถ้าจะให้ได้ผลพ่อแม่ต้องมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่เลือกมาทดแทนด้วย

       ประการที่สาม ต้องเอาตัวเข้าแลก พ่อแม่ต้องเสียสละเวลาให้การดึงลูกออกจากเทคโนโลยี ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี ลุกขึ้นมาชวนลูกทำกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพร่างกาย ออกกำลังกาย ฯลฯ ทำให้เขาเห็นว่าการหมกมุ่นอยู่กับเจ้าเทคโนโลยีทั้งหลายเป็นการทำร้ายสุขภาพขนาดไหน ที่สำคัญตัวเองก็ต้องไม่หมกมุ่นกับเจ้าเทคโนโลยีด้วย

       ประการที่สี่ ยกตัวอย่างกรณีศึกษาแบบแยบคาย ปัจจุบันมีเหตุการณ์หลายกรณีที่เกิดจากการเสพติดเทคโนโลยีของคนยุคนี้ พ่อแม่อาจยกตัวอย่างของสถานการณ์ปัจจุบันหยิบยกขึ้นมาพูดคุยเป็นหัวข้อสนทนาแบบเนียนๆ มิใช่แบบตั้งใจสอน และชวนลูกพูดคุยว่าเหตุการณ์นั้นๆ ส่งผลกระทบอย่างไร และนำไปสู่อะไร เพื่อให้เขาได้คิดและเห็นผลลัพธ์ด้วยตัวเอง

       เรื่อง Digital Detox เป็นเสมือนการล้างพิษคนที่เสพติดเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันมีอานุภาพที่ร้ายแรงเหลือเกิน และเด็กยุคใหม่ก็ป่วยด้วยเรื่องนี้กันมากขึ้นทุกขณะ เพราะฉะนั้น เราอย่าปล่อยให้ลูกหลานของเราเสพติดเทคโนโลยีกันเลยค่ะ

       บางทีการไปท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายแห่ง หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวในรูปแบบของชาวต่างชาติ เราอาจชี้ชวนให้ลูกได้เห็นถึงรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดีของคนที่เราอยากให้เห็นแบบแยบคาย ก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยตัวเองค่ะ

       มาร่วมกันสร้างครอบครัว Digital Detox กันได้แล้วค่ะ...

 

 

....+.....+.....+

อ่านแล้ว พ่อแม่ ผู้ปกครองหรือเด็กๆจะลองชวนพ่อแม่ทำ Digital Detox ก็น่าสนใจไม่หยอก อยากชวนทุกครอบครัวลองทำกันดูนะคะ

By JaH_K..S

....+.....+.....+