มี.ค.31

Digital_footprint_รอยเท้าที่เราทิ้งไว้ในโลกอินเทอร์เน็ต‬

Digital_footprint_รอยเท้าที่เราทิ้งไว้ในโลกอินเทอร์เน็ต‬
           ในโลกโซเชี่ยลสมัยนี้ เวลาที่เราคิดอะไร พิมพ์ลงไปแป๊บเดียว ไม่กี่วินาทีข้อความต่างๆที่เราพิมพ์จะเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์ ถ้าเราไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มีความหุนหันพลันแล่น ทำอะไรตามใจ ไม่ค่อยใช้เหตุผล สิ่งที่คิดก็ไปปรากฎอยู่หน้าจอได้ง่ายๆ
          เหมือนที่มินนี่ไม่ทันได้คิดอะไร ทำตามอารมณ์ ส่งรูปตัวเองเปลือยอกส่งไปให้คนที่รัก เพียงเพราะเป็นวันเกิดของเขา อยากให้เขาดีใจ หรือแม้กระทั่งเมื่อรูปของมินนี่รูปนั้นหลุดไปสู่สาธารณะ คนมากมาย (ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ) มาแสดงความเห็น บางความเห็นก็รุนแรง หยาบคาย รูปทุกรูป ความเห็นทุกอย่าง คอมเมนต์ทุกข้อความ ที่ส่งเข้าโลกออนไลน์ ก็ถือว่าเป็น Digital footprint
          “What goes online stay online” หมายความว่า อะไรก็ตามที่เราส่งเข้าในโลกออนไลน์แล้ว มันก็จะอยู่อย่างนั้นไม่หายไปไหน เปรียบเหมือนรอยเท้าที่เราเดินไปเรื่อยๆแล้วทิ้งเอาไว้ และที่สำคัญมันไม่ใช่รอยเท้าธรรมดาๆ บนดินหรือทราย ไม่ได้ลบได้ง่ายๆ แต่เป็นรอยเท้าที่มีศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า Digital footprint
          เมื่อผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือ social media เข้าไปใช้งานในโปรแกรมเป้าหมาย เช่น เฟซบุ๊ค ก็จะมีบันทึกไว้ว่า เราเคยเข้าไปใช้งาน โพสต์ คอมเมนต์ ฯลฯ ซึ่งบันทึกและหลักฐานเหล่านี้จะมีผลเสมือนเป็นประวัติของคนผู้นั้น โดยเฉพาะเมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กก่อนวัยรุ่นและวัยรุ่นที่ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังในเรื่องความเป็นส่วนตัว มีการโพสต์ข้อความหรือรูปที่ไม่เหมาะสม ทำให้มีผลกระทบ เหมือนเป็นประวัติที่ไม่สามารถจะลบเลือนได้ ปัจจุบัน การสัมภาษณ์งาน หรือ รับเข้าเรียน หลายแห่ง มักทำการสืบประวัติจาก Digital footprint นี้
          "มีเรื่องของเด็กคนหนึ่งในต่างประเทศ การเรียนอยู่ในระดับท้อปของโรงเรียน เขาจึงเลือกสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ทุกอย่างไม่มีที่ติ จดหมายแนะนำตัวจากบุคคลที่น่าเชื่อถือ ผลการเรียนดีเยี่ยม เรียงความที่เขียนไปอย่างตั้งใจ แต่สุดท้าย ในวันสอบสัมภาษณ์ อาจารย์ที่มาสอบ ได้แจ้งว่า "เราจะไม่รับเธอเข้าเรียน" สุดท้ายก็รู้ว่า ที่เขาถูกปฏิเสธ เนื่องจากอาจารย์ไปสืบประวัติของเขาในอินเทอร์เน็ต แค่พิมพ์ชื่อเขาใน Google เกือบทุกอย่างที่เขาเคยไปโพสต์และคอมเม้นต์ในเว็บไซต์หรือ เฟซบุ๊ค สามารถเรียกมาอ่านได้ อาจารย์จึงเห็นว่าเมื่อหลายปีก่อน เขาเคยโพสต์รูปไม่เหมาะสมรูปหนึ่งลงในเฟซบุ๊ค เขาเสียใจมาก เพราะรูปเพียงรูปเดียวที่เปลี่ยนอนาคตของเขา"
          เด็กๆ เดี๋ยวนี้เริ่มใช้งานโซเชียลมีเดียกันตั้งแต่ชั้นประถม ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตาแกรม ฯลฯ ถึงแม้ว่าการใช้โซเชียลมีเดียนั้น ตามปกติในแอปพลิเคชั่นจะมีการบังคับให้บอกอายุ และส่วนใหญ่จะจำกัดไว้ที่อายุต้องมากกว่า 13 ปีจึงจะสมัครโซเชียลมีเดียได้ แต่ในความเป็นจริงเด็กๆ ก็สามารถหลบหลีกกฎด้วยการแจ้งอายุปลอมเข้าไปใช้งาน เด็กๆ อาจจะได้ประโยชน์จากการใช้งานโซเชียลมีเดีย ในเรื่องการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ แต่เป็นธรรมดาที่ทุกอย่างย่อมมีสองด้าน โดยเฉพาะเด็กๆที่ยังไม่รู้จักควบคุมตัวเองได้เหมือนผู้ใหญ่ ผลเสียที่เกิดขึ้นจากการใช้งานโซเชียลมีเดียก็อาจจะน่ากลัวกว่าที่คิด พ่อแม่ควรแนะนำลูกๆ ให้ดี เตรียมตัวตั้งแต่ก่อนที่ลูกจะมีอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ต่างๆ ใช้ ด้วยความเป็นเด็กบางทีก็ไม่ได้คิดให้ดีก่อนที่ส่ง หรือ โพสต์อะไรลงไป ทำไปด้วยความคึกคะนอง สนุกสนาน และรู้เท่าไม่ถึงการณ์
          แม้ว่าโซเชียลมีเดียที่นำมาซึ่งความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร ชีวิตประจำวันที่ง่ายขึ้น แต่ก็อาจนำมาซึ่งผลกระทบที่น่ากลัวจนคิดไม่ถึง โดยเฉพาะกับเด็กๆ และวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย
 
 
‪หมอมินบานเย็น
‪วัยแสบสาแหรกขาด‬