พ.ค.31

เปิดตำราพบจิตแพทย์เด็ก รู้จัก ‘โรคติดเกม’

จากกระแส "โรคติดเกม"

ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ระบุในคู่มือแนวทางจำแนกโรคฉบับใหม่ ICD-11

ว่าเป็นโรคทางสุขภาพจิตอย่างหนึ่ง จนเกิดทั้งกระแสที่เห็นด้วยและข้อโต้แย้งมากมายนั้น

 

     เพื่อให้เข้าใจและตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากการติดเกมมากขึ้น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้จัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง  "HealthyGamer วัยแสบสาแหรกจะไม่ขาด" เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 โดยมี รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล หัวหน้าสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ พร้อมผู้จัดละครและนักแสดงจากละครเรื่อง "วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2" ร่วมเสวนาในประเด็นดังกล่าว

 โดย รศ.นพ.ชาญวิทย์ เล่าถึง "เหตุผลในการเล่นเกม" ของเด็กๆ แต่ละคนว่ามีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป แบ่งได้ 4 เหตุผลดังนี้

  1. เล่นเพื่อคลายเครียด
  2. เล่นเพราะสนุก
  3. เล่นเพื่อให้มีเพื่อน/มีสังคม
  4. เล่นเพื่อปลดปล่อย ทั้งเพื่อความสนุกและคลายเครียดด้วย

นอกจากนี้ บางคนยังมีเป้าหมายว่า "เล่นเพื่อให้ลืมทุกข์"

หากเมื่อไหร่ที่เกมกลายเป็นหลุมหลบภัยของเด็กๆ เขาจะพาตนเองไปอยู่ตรงนั้น เพื่อหลีกหนีความเจ็บปวดจากโลกจริงๆ ที่เขาเกิด เกิดการแยกตัวออกจากสังคม เมื่อนั้นเด็กกลุ่มนี้จะน่าเป็นห่วงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาจากการเล่นเกมได้

 

จากการวิจัย พบว่าเด็กที่เล่นเกมมากกว่า 1 ชม. ต่อวันในวันธรรมดา และ 2 ชม. ต่อวันในวันหยุด มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเกมได้มากกว่าเด็กที่ใช้เวลาเล่นเกมน้อยกว่านี้ แต่ปัจจุบันด้วยสภาพสังคมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป การใช้จำนวนชั่วโมงในการเล่นเกม อาจไม่ใช่ตัวชี้วัดทั้งหมด ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพแวดล้อมในบ้าน การใช้เวลาคุณภาพร่วมกันในครอบครัว การคบเพื่อนที่เล่นเกมเหมือนกันหรือไม่เล่นเกม เป็นต้น

โดย WHO ได้ให้นินามและเกณฑ์การวินิจฉัยโรคติดเกมไว้ว่า 3 ข้อ ได้แก่

  1. ไม่สามารถควบคุมการเล่นเกมของตนเองได้
  2. ให้ความสำคัญกับการเล่นเกมเหนือสิ่งอื่นใดโดยละเลยสิ่งที่จำเป็นในชีวิตหรือกิจวัตรประจำวัน
  3. ยังคงเล่นเกมอย่างต่อเนื่องแม้จะมีเหตุหรือผลกระทบทางลบเกิดขึ้นจากการเล่นเกมนั้น

 

อธิบายได้โดยง่าย ว่ากลุ่มคนที่มีปัญหาติดเกมจนกลายเป็นโรค คือ กลุ่มคนที่เล่นเกมจนไม่สามารถแยกตนเองออกจากการเล่นเกมได้ แม้จะเกิดผลเสียกับชีวิตแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียด้านความสัมพันธ์ ครอบครัว หน้าที่การงาน การเรียน หรือความรับผิดชอบอื่น ๆ ซึ่งรูปแบบ (pattern) การติดเกมจนเกิดผลเสียนี้มักจะเกิดติดต่อกันมาอย่างน้อย 12 เดือน

 

สำหรับแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหานั้น "พ่อแม่ ผู้ปกครอง" คือด่านแรกที่จะช่วยลูกได้ด้วยการ...

  1. รู้จักลักษณะของเกม และเรตติ้งของเกมที่ลูกเล่น 
  2. ให้ลูกเล่นเกมในพื้นที่ที่เป็นส่วนกลางของบ้าน (ไม่อยู่ในห้องส่วนตัว)
  3. มีกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เพื่อสร้างเวลาคุณภาพที่ลูกมีความสุขได้ นอกเหนือจากการเล่นเกม

 

ก่อนจบการเสวนา รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล ได้ฝากข้อคิดกับการเล่นเกมทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า

"เล่นเกมได้ แต่เราต้องคุมเกม ไม่ใช่ให้เกมมาคุมเรา"

"เกมควรเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่กลืนกินชีวิตเราทั้งชีวิต"

และ "เกมสมดุล ชีวิตสมดุล"

 

***สามารถอ่านรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่ มติชนออนไลน์