ต.ค.31

คุณแม่มือใหม่ปล่อยให้ลูกเล่นเกมตั้งแต่เล็ก

คุณแม่มือใหม่ปล่อยให้ลูกเล่นเกมตั้งแต่เล็ก

บทความที่ Rachel McCumberเขียนเกี่ยวกับลูกที่ติดวีดีโอเกม

แปลและเรียบเรียงโดย Thitima P.

                แดเนียลลูกของฉันเริ่มใช้เม้าส์เพื่อทำรูปด้วยโปรแกรม MS Paint บนคอมพิวเตอร์ด้วยอายุเพียง 12 เดือน ต่อมาอายุ 18 เดือน เริ่มเล่นเกม Mario โดยใช้ joy stick ของเครื่อง Nintendo64 ในตอนนั้นฉันยังคงเป็นคุณแม่มือใหม่ ฉันรู้สึกว่ามันคงไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้องมากนักที่ให้ลูกเล่นเกมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เล็ก พอแดเนียลอายุ 2 ขวบ เขากลายเป็นเด็กติดเกม มีเพียงรายการสำหรับเด็กที่ชื่อ Blue’s Clue เท่านั้นที่สามารถเบนความสนใจของเขาไปจากเกมได้

                ตอนอายุ 2 ขวบครึ่ง เขาไม่สนใจเล่นกับน้องและตัวฉันซึ่งเป็นแม่ของเขา ไม่อยากฟังนิทานหรือกระทั่งออกไปเที่ยวสวนสาธารณะข้างนอก เขาชอบเล่นเกมอยู่แต่ในห้องโดยใส่เพียงผ้าอ้อมเท่านั้น เพราะเขาไม่ร่วมมือเวลาฝึกขับถ่ายและไม่ยอมเวลาจะสวมเสื้อผ้า

                เมื่อฉันเริ่มพยายามจำกัดการดูโทรทัศน์และเล่นคอมพิวเตอร์ แดเนียลโมโหมาก ทั้งกัด เตะ และกรีดร้อง เขาไม่มีการพัฒนาทางภาษาที่สมวัย ไม่สนใจมีปฏิสัมพันธ์กับใครเลยแม้แต่เด็กอื่นๆที่จะเข้ามาเล่นด้วย เขาไม่สนใจอะไรนอกจากเกมและการกินอาหารบางอย่างเพราะเขาเป็นคนที่เลือกกินด้วย

                ฉันเริ่มหาข้อมูลที่จะช่วยเหลือลูกจากอินเตอร์เน็ต อย่างน้อยก็ได้ข้อมูลที่จะดูแลลูก เช่น ฉันใช้การกอดเขาเวลาที่เขาจะระเบิดอารมณ์ มันช่วยหยุดไม่ให้เขาทำร้ายทั้งฉันและตัวเขาเองได้ ฉันใช้ท่าทีที่สงบและพูดกับเขาด้วยเสียงเบาๆว่าฉันรักเขา สักพักเขาจะหยุดอาละวาดได้ ฉันพยายามแบบค่อยเป็นค่อยไปในการรับมือกับอารมณ์ของเขา

                แดเนียลมีปัญหาเรื่องความสมดุลระหว่างการเล่นเกมและการใช้ชีวิตประจำวัน เขาแทบไม่สามารถหยุดเล่นเกมด้วยตัวเองได้ ซี่งมันก็รบกวนช่วงเวลาที่เขาจะขับถ่ายและกินข้าว เขาโกหกว่าไม่สบายเพื่อที่จะไม่ไปโรงเรียนแล้วอยู่บ้านเล่นเกม

                ฉันพบข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ว่า คนที่ติดเล่นเกมคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะบุคลิกภาพคล้ายกับคนที่เป็น Aspergers Syndrome ตอนแรกฉันคิดว่าจะกำจัดเกมคอมพิวเตอร์ไปให้หมดจากบ้าน แต่ก็คิดว่าไม่เหมาะเพราะลูกคนอื่นควรมีโอกาสได้เล่นบ้าง และถึงอย่างไรแดเนียลเองก็มีโอกาสเจอเกมพวกนี้นอกบ้านได้ ฉันจึงคิดว่าน่าจะให้แดเนียลเผชิญสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ที่เขายังมีครอบครัวคอยช่วยเหลือให้กำลังใจ ดังนั้น ฉันจึงพูดคุยกับเขาและนำแบบสอบถามการติดเกมมาเพื่อให้เขาลองประเมินตัวเอง ทีแรกเขาดูกังวลใจมาก ฉันจึงได้พูดคุยกับเขาว่าฉันไม่ได้จะทำให้เขาถูกมองว่าเป็นคนติดเกม แต่อยากให้เขาใคร่ครวญเวลาที่ตอบแบบสอบถาม มันจะช่วยให้เขาเข้าใจภาวะที่เป็นอยู่ และเมื่อรู้แล้วเขาเองอยากจะทำอย่างไร เขาก็เห็นด้วยและจากนั้นเขาก็มีความคิดที่จะปรับตัวเองให้มีความสมดุลระหว่างการเล่นเกมกับการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างเช่น หากเขามีเวลาว่าง ทุกๆ การเล่นเกม 1 ชั่วโมง เขาจะเลือกทำกิจกรรมอย่างอื่น 1 ชั่วโมงสลับกันไป

                หากในบางครั้งแดเนียลยังคงเล่นเกมเป็นเวลานาน ฉันจะพูดเตือนเขาว่า “เวลาที่ลูกว่าง ลูกจะใช้เวลาทำกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่การเล่นเกมบ้างไหมล่ะ” แทนที่เขาจะอาละวาด เขากลับยินดีที่จะหยุดเล่นเกมและลุกไปหากิจกรรมอื่นทำแทนตามที่เคยได้ตกลงไว้

                นอกจากนี้ ฉันสังเกตว่าเวลาที่แดเนียลรู้สึกกดดันหรือเครียด เขาจะเล่นเกมมากขึ้นและดูก้าวร้าว ในกรณีนี้ฉันบอกกับลูกว่าฉันสังเกตเห็นว่าเขามักเล่นเกมเวลาที่เครียด ดูเหมือนว่าความเครียดเป็นแรงกระตุ้นให้เขาเล่นเกมมากขึ้นใช่หรือไม่ แดเนียลเองก็เรียนรู้ที่จะสังเกตข้อมูลอื่นๆ รอบตัวเพื่อช่วยตรวจสอบความรู้สึกของตัวเองเวลาเกิดความเครียด เมื่อรู้ว่าตัวเองเครียดก็ต้องเรียนรู้ที่จะหาวิธีลดความเครียดด้วยวิธีอื่นๆ นอกเหนือจากการเล่นเกม

                ฉันต้องบอกกับตัวเองว่ามันคงจะเป็นการเดินทางที่ยาวนานไปตลอดช่วงชีวิตแทนที่จะบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ฉันจะเป็นกระจกเงาที่คอยสะท้อนข้อมูลให้กับลูก เป็นคนที่ลูกจะรู้สึกว่าช่วยเขาได้ รวมถึงลูกจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ด้วย ฉันเตือนตัวเองให้ยินดีที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปและคาดหวังให้เกิดการพัฒนาตามที่เป็นไปได้จริง

                เรื่องของ Rachel McCumber สะท้อนสิ่งที่คุณแม่มือใหม่ยุคไซเบอร์มีโอกาสเผชิญได้อย่างดี นั่นคือ การปล่อยให้ลูกเล่นเกมตั้งแต่ยังเล็ก โดยอาจเริ่มจากความรู้สึกประทับใจว่าลูกตัวเล็กๆของเราเก่งที่เล่นเกมได้ แต่ไม่ทันเฉลียวใจว่าอาจจะเกิดผลกระทบทางพัฒนาการในหลายๆด้าน  ในรายของ Rachel เมื่อเห็นว่าลูกเริ่มติดเกม เธอก็พยายามควบคุมให้ลูกเลิกเล่นให้ได้ แต่ผลคือเด็กกลับเกิดการต่อต้านและมีพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้น

                เธอมองหาทางช่วยเหลือจากหลายๆแหล่ง และสิ่งที่สามารถช่วยเธอได้ขั้นต้นคือข้อมูลทางวิชาการจากอินเตอร์เน็ตที่ทำให้เธอสามารถรับมือกับการระเบิดอารมณ์ของลูกเมื่อถูกเธอห้ามไม่ให้เล่นเกมด้วยวิธีการกอดลูกด้วยท่าทีที่สงบ ทั้งยังเรียนรู้ที่จะใช้แบบประเมินอาการติดเกมเพื่อเป็นสื่อกลางในการพูดคุยถึงพฤติกรรมเล่นเกมของลูกอย่างเป็นกลาง ลูกจึงไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกแม่มาจับผิด ซึ่งมีส่วนช่วยให้เด็กมองเห็นพฤติกรรรมติดเกมของตัวเองได้อย่างเป็นรูปธรรม และเกิดความรู้สึกเห็นด้วยที่ควรจะร่วมกันกำหนดกติกาการเล่นเกมเสียใหม่ เมื่อไรที่ลูกเล่นเกมเกินเวลาที่กำหนดก็รู้จักใช้การพูดทวนกติกากับเด็กซึ่งได้ผลดีกว่าการพูดตำหนิ นอกจากนี้ เรื่องที่เราจะลืมไปไม่ได้คือการให้คำชมเมื่อลูกทำพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เช่น เล่นเกมไม่นานเกินเวลาที่กำหนด จะเป็นแรงเสริมที่สำคัญที่ทำให้เด็กอยากทำพฤติกรรมที่ดีซ้ำๆอีก

                หลังจากร่วมกับลูกในการตั้งกติกาการเล่นเกมแล้ว คุณแม่ยังควรเฝ้าสังเกตติดตามพฤติกรรมของลูกด้วย  อย่าง Rachel เองก็สังเกตว่าทั้งที่ยังอยู่ในข้อตกลงปรับการเล่นเกมแต่ลูกกลับเล่นเกมมากขึ้นนั้นเป็นเพราะลูกมีความเครียด เธอจึงใช้การถามคำถามที่ช่วยสะท้อนให้ลูกรู้จักตรวจสอบความรู้สึกของตนเองว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่ เกิดความเครียดหรือไม่ และลูกใช้วิธีการอะไรคลายเครียด จากนั้นเธอก็พูดคุยเพื่อช่วยลูกหากิจกรรมอื่นๆทำทดแทนการเล่นเกม เพื่อคลายเครียด

                สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณ Rachel McCumber ที่เขียนเรื่องของตัวเองลงในอินเตอร์เน็ต คาดว่าคุณแม่และผู้ที่กำลังจะเป็นคุณแม่หลายๆท่านคงจะได้ประโยชน์จากเรื่องของเธอไม่มากก็น้อยนะคะ ส่วนใครที่อยากทำแบบประเมินการติดเกมหรืออยากให้คุณลูกลองประเมินตัวเองนั้น  ขอแนะนำว่า website“Healthy Gamer”ของเราซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเด็กติดเกมก็มีแบบประเมินทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่สามารถวัดการติดเกม ภูมิคุ้มกันการติดเกม และคุณภาพชีวิตของผู้เล่นเกมให้ผู้ที่สนใจเข้ามาทำกันดู ซึ่งถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วใครยังไม่เคยลองเข้าไปทำแบบประเมินก็สามารถคลิกเข้าไปตรงคำว่า “แบบทดสอบ” ที่อยู่ด้านบนของเพจได้นะคะ จะประเมินตัวเองหรือนำไปประเมินคุณลูกที่บ้านก็ได้ประโยชน์ไม่น้อยเลยค่ะ