ธ.ค.29

การใช้เวลากับหน้าจอประเภทไหนเป็นอันตรายต่อเด็กมากที่สุด

การใช้เวลากับหน้าจอประเภทไหนเป็นอันตรายต่อเด็กมากที่สุด

แปลและเรียบเรียงโดย พัชรียา พันธ์จุย

 

การใช้เวลากับหน้าจอประเภทไหนเป็นอันตรายต่อเด็กมากที่สุด

                จากการวิจัยต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าเด็กที่เล่นเกมได้รับอันตรายน้อยกว่าเด็กที่ดูทีวีบ่อยๆ

                20 ปีที่ผ่านมา หลายๆบ้านมีจออิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้านเพียงเล็กน้อย เช่น โทรทัศน์ หรือ คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์    ปัจจุบัน เป็นเพราะมี สมาร์ทโฟน แท็ปเล็ท โน้ตบุ๊ค และเครื่องเล่นวีดีโอเกมจำนวนมาก เด็กๆสามารถที่จะออนไลน์และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา พ่อแม่จึงมีความกังวลกับเวลาที่เด็กใช้กับหน้าจอของอุปกรณ์เหล่านี้

                ศาสตราจารย์ ทิม โอลด์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัย South Australia กล่าวในการแถลงข่าวว่า มีพ่อแม่ของเด็กวัยรุ่นจำนวนมาก ที่เด็กเก็บตัวอยู่ในห้องมืดเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยรายล้อมไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดตั้งแต่กล่องไม้ขีดไปจนถึงหน้าจอขนาดโรงภาพยนตร์ โดยปัญหาของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการสัมผัสกับสื่ออิเล็กทรอนิกเหล่านี้คือ การลุกไหม้

                งานวิจัยล่าสุด แสดงให้เห็นว่าการใช้เวลาอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินไปอยู่เป็นประจำ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตและอารมณ์ของเด็ก แต่ไม่ใช่ว่าทุกจอจะสร้างผลกระทบได้เท่ากัน งานวิจัยใหม่แสดงให้เห็นว่าเด็กที่เล่นวีดีเกมโดยปกติจะได้รับอันตรายน้อยกว่าคนที่ดูทีวีบ่อย

 

สุขภาวะทางกายและทางจิตของผู้เสพติดหน้าจอ

                การศึกษาแรกใช้ข้อมูลจากเด็ก 3,604 คน อายุระหว่าง 2-6 ปี ใน 8 ประเทศของยุโรป ขณะที่ผลมีความแตกต่างกันระหว่างเพศชายและหญิง ผู้วิจัยกล่าว่า การใช้งานสื่อต่างๆที่เพิ่มขึ้นสามารถพยากรณ์ สุขภาพที่แย่ลงได้ รวมถึงการนับถือตนเอง  ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว  และคนในเครื่อข่ายสังคมออนไลน์ที่วัดได้ลดน้อยลง  นักวิจัยพบว่าการดูโทรทัศน์ในช่วงวันธรรมดาหรือช่วงสุดสัปดาห์ ผลที่ออกมาแย่กว่าการเล่นเกมการเล่นวีดีโอเกมหรือการใช้เวลากับคอมพิวเตอร์

 

แม่คือหัวหน้า ไม่ใช่พ่อ

                งานวิจัยที่ 2 ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เวลาหน้าจอกับน้ำน้ำหนักของเด็ก ผู้วิจัยทำการทดสอบโดย ตรวจสอบรูปแบบการใช้สื่อของ แม่ 112 คน และ พ่อ 103 คน และผลกระทบต่อเด็ก 213 คน สังเกตการณ์เด็กอายุ 5,7และ 9 ปี จากการศึกษาดังกล่าวพบว่า เด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอมากกว่า มีค่า BMIที่สูงขึ้น โดยเป็นการประมาณการคร่าวๆของปริมาณไขมันในร่างกาย

                ที่น่าสนใจ จากการศึกษาพบว่าถ้าหากแม่เป็นผู้ควบคุมการใช้งานและการดูสิ่งต่างๆของเด็กทั้งจากทีวีและคอมพิวเตอร์ เด็กเหมือนจะมีค่า BMI ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ควบคุมในเด็กอายุ 7 ปี อย่างไรก็ตามการแทรกแทรงของพ่อไม่มีผลกระทบต่อผลที่ได้

                ผู้วิจัยสรุปว่า "สิ่งนี้เป็นสิ่งยืนยันความถูกต้องในการตีความของเราว่าการที่เด็กใช้เวลากับสื่ออิเล็กทรอนิกส์มีผลโดยตรงกับ BMI ภายใต้การควบคุมของผู้ปกครองและเป็นเป้าหมายหลักในการที่จะใช้กิจกรรมแทรกแทรงโดยครอบครัว"

 

การใช้งานหน้าจอที่หลากหลาย

                เมื่อนานมาแล้วก่อนที่จะมีการประดิษฐ์ทีวี หลายพันคนจะเก็บตัวอยู่ในห้องเพื่ออ่านหนังสือ จนกระทั่งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ใหม่เข้ามาแทนที่หนังสืออันเป็นรากฐานสำสัญของการเรียนรู้ ซึ่งแสดงความท้าทายในตัวมันเอง และวิทยาศาสตร์คือการเรียงลำดับสิ่งเหล่านั้นที่จะนำมาซึ่งความท้าทาย

                โอลด์ กล่าวว่า "ในการศึกษาครั้งหนึ่งของเรา มีการวางทีวีไว้ในห้องของเด็ก ข้อมูลที่เกี่ยวข้องไม่เพียงแต่สุขภาพที่แย่ลง ออกกำลังกายน้อยลง ทานขนมขบเคี้ยวมากยิ่งขึ้น หลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นตัวการที่ทำให้เด็กอ้วนขึ้น แต่ยังรวมไปถึงการที่ทำให้ผู้ปกครองอ้วนขึ้นด้วยเช่นกัน"

                จากภาพการศึกษาที่แสดงใน JAMA  ผู้คนจำนวนมากพบเจอสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะผ่านทางอินเตอร์เน็ตโดยตรงหรือการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของผู้เล่นวีดีโอเกมจำนวนมากแบบสดๆทันที

                การศึกษาอื่นๆใน  วารสารความผิดปกติของพัฒนาการและออทิสติก พบว่า เด็กที่เป็นออทิสติก โดยธรรมชาติแล้วเป็นผู้ที่มีแนวโน้มที่จะหลีกหนีสังคม ใช้เวลา 62% ในการดูทีวีและเล่นวีดีโอเกมมากกว่าพี่น้องที่ไม่ได้เป็นออทิสติก ซึ่งพวกเขาใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการเล่นเกมกับคนอื่นหรือการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์

                ผู้เชี่ยวชาญอย่างโอลด์ กล่าวว่า การที่เด็กใช้เวลาอยู่หน้าจอมากเกินไป อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาอื่นๆอีก  นอกจากนี้ การใช้งานสื่อ อาจจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการควบคุมการใช้งานของแต่ละครัวเรือนที่ไม่เพียงพอ ด้วยการอบรมของพ่อแม่ที่มีความรู้ในเรื่องสุขภาพน้อยซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าว