ก.พ.22

ทางแก้เด็กติดเกม?

ทางแก้เด็กติดเกม?

ปัญหาเด็กติดเกมมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนว่ากลายเป็นปัญหาระดับประเทศไปแล้วในขณะนี้ ที่ผ่านมามีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกันจัดเวทีประชุมหาแนวทางป้องกัน และแก้ปัญหาเด็กติดเกมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้เปิดเผยผลการวิจัยของนักวิชาการหลายท่าน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจเลยทีเดียว


          เริ่มจาก ผศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะผู้ร่วมศึกษาหาปัจจัยที่สามารถป้องกันการติดเกมในกลุ่มเด็กและเยาวชน อันนำไปสู่การพัฒนาเป็นแบบวัดภูมิคุ้มกันการติดเกมที่มีประสิทธิภาพ ในการบ่งชี้บุคลิกภาพ  ภาวะทางอารมณ์ของเด็ก การอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และสภาพแวดล้อมที่สามารถช่วยป้องกันการติดเกม


          ผศ.นพ.ชาญวิทย์กล่าวว่า การวิจัยครั้งนี้ทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ป.4 - ม.3  พร้อมผู้ปกครองจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ ราชบุรี สุรินทร์ และสุราษฎร์ธานี  จำนวน 2,452 คู่  ผลการวิจัยที่สำคัญ มีดังนี้ เด็กและวัยรุ่นในกลุ่มที่ศึกษาร้อยละ 13.3 จัดอยู่ในกลุ่มที่กำลังติดเกม ซึ่งพบปัจจัยที่มีผลทำให้ติดเกมสูงขึ้น ได้แก่ เด็กมีความเครียดและขาดทักษะในการจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม โดยเด็กใช้การเล่นเกมเพื่อคลายเครียดสูงเป็น 6 เท่าของเด็กที่ไม่ติดเกม และเด็กที่เล่นเกมออนไลน์ มีความเสี่ยงติดเกมมากกว่าเด็กที่ไม่ได้เล่นเกมออนไลน์เกือบ 4 เท่า


          "สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองที่ใช้อารมณ์ในการอบรมสั่งสอนลูก ลูกจะมีโอกาสติดเกมสูงกว่าเด็กที่ผู้ปกครองใช้เหตุผลในการเลี้ยงดูเกือบ 7 เท่า เด็กที่พ่อแม่อนุญาตให้มีอุปกรณ์เล่นเกมหรือคอมพิวเตอร์ในห้องส่วนตัว จะมีโอกาสติดเกมสูงขึ้นประมาณ 2 เท่า และมีร้านเกมอยู่ใกล้บ้าน การมีเพื่อนสนิทหรือคนในบ้านชอบเล่นเกม จะทำให้เด็กมีโอกาสติดเกมสูงขึ้นประมาณ  2 เท่าเช่นกัน" จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ม.มหิดล เผย


          นอกจากนี้ ระยะเวลาการเล่นเกมในช่วงเปิดเทอม วันจันทร์ - ศุกร์ เด็กที่เล่นเกมนานกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน มีโอกาสติดเกมสูงขึ้น 3 เท่า ในวันเสาร์ - อาทิตย์ เด็กที่เล่นเกมนานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน มีโอกาสติดเกมสูงขึ้น 3.7 เท่า และเด็กที่เล่นเกมนานกว่า 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีโอกาสติดเกมสูงขึ้น 3 เท่า


          ส่วนช่วงปิดเทอมในวันจันทร์ - ศุกร์ เด็กที่เล่นเกมนานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน มีโอกาสติดเกมสูงขึ้น  3.5  เท่า ในวันเสาร์ - อาทิตย์ เด็กที่เล่นเกมนานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน มีโอกาสติดเกมสูงขึ้น 3.7 เท่า และเด็กที่เล่นเกมนานกว่า 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีโอกาสติดเกมสูงขึ้นประมาณ 4 เท่า


          "จะเห็นได้ว่า ถ้าพ่อแม่ลดโอกาสการเข้าถึงเกมของเด็ก ฝึกให้เด็กรับผิดชอบงานบ้านและมีวินัย รู้จักควบคุมตนเอง และระยะเวลาที่ใช้ในการเล่นเกม ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันเด็กติดเกมได้" ผศ.นพ.ชาญวิทย์กล่าวสรุป


          ด้านนายภีรวัฒน์  นนทะโชติ นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  (มสธ.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาเด็กติดเกม ดูเหมือนว่ายิ่งแก้ก็ยิ่งหาทางออกไม่เจอ ทั้งนี้ สาเหตุมาจากการกำหนดมาตรการต่างๆ  ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่มองว่า เกมเป็นปัญหาเชิงลบเพียงด้านเดียว และแยกเด็กออกจากเกมโดยไม่ได้ศึกษาวัฒนธรรมของเด็ก ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงเป็นเพียงปลายเหตุเท่านั้น ประกอบกับนโยบายของภาครัฐไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน


          นายภีรวัฒน์กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยยุทธศาสตร์การป้องกัน และแก้ปัญหาการติดเกมคอมพิวเตอร์ของนักเรียนในมัธยมศึกษา สังกัดพื้นที่การศึกษาในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 396 คน สามารถสรุปได้ทั้งหมด 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่


          1. การสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในครอบครัว ซึ่งสถานศึกษาจะต้องจัดสัมมนา หรือกิจกรรมระหว่างผู้ปกครองและนักเรียน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัว


          2. ส่งเสริมศักยภาพด้านความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง โดยสนับสนุนการสร้างหลักสูตรการเรียนการสอน ที่ส่งเสริมศักยภาพของตนเองในแง่บวก และตระหนักในความสามารถของตนเอง


          3. พัฒนาสภาพแวดล้อมทางสังคม  สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้น่าอยู่  ปราศจากเกมและการพนัน 


          4. การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองและนักเรียน รู้ถึงโทษของการเล่นเกม   รวมทั้งต้องควบคุมเกมคอมพิวเตอร์ที่ไม่เหมาะสม และไม่มีลิขสิทธิ์ ตลอดจนผลักดันปัญหาเด็กติดเกมเป็นวาระแห่งชาติ


          ด้าน ดร.เพ็ญนภา กุลนภาดล นักวิจัยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ระบุว่า ได้ศึกษาปัญหาเด็กติดเกมในสังคมเมืองภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่างมี 3,840 คน ประกอบด้วย เด็กและผู้ปกครองติดเกม 1,920 คน เด็กและผู้ปกครองเด็กไม่ติดเกม 1,920 คน ผลการวิจัยพบว่า เด็กที่ติดเกมมีความเห็นว่าปัจจัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่ทำให้มีการเล่นเกมอยู่ในระดับมากเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ อิทธิพลจากกลุ่มเพื่อนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ส่วนเด็กปกติมีความเห็นว่า ปัจจัยต่างๆ มีผลต่อการเล่นเกมในระดับน้อย


          "ผลการวิเคราะห์การอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองพบว่า เด็กติดเกมไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมมากที่สุด  การพัฒนาเด็กจึงควรให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ในฐานะสถาบันหลักที่จะช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้" ดร.เพ็ญนภากล่าว


          ขณะที่  ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต นักวิจัยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการสร้างภูมิคุ้มกันการติดเกมออนไลน์สำหรับเยาวชน กล่าวว่า จากการศึกษาบทบาทของภาครัฐในการกำกับดูแลเกมออนไลน์นั้น กระทรวงวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน อาทิ การบังคับใช้กฎหมาย การเฝ้าระวังและการตรวจสอบ และการจัดระดับความเหมาะสมของเกมคอมพิวเตอร์และเกมออนไลน์ เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม มีความเห็นว่ากระทรวงวัฒนธรรมไม่ควรเข้ามากำกับในเรื่องนี้โดยตรง เพราะไม่มีความรู้เรื่องเกม


          "ประเทศต้นแบบที่แก้ปัญหาเด็กติดเกมได้อย่างดี คือ เกาหลี เนื่องจากมีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ   มีการตั้งหน่วยงานเฉพาะ มีกฎหมายรองรับ มีกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เด็ก ส่วนเด็กติดเกมแล้วนำไปเข้าค่ายอบรมใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์  ซึ่งตรงนี้ประเทศไทยยังไม่มี เป็นโจทย์ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันแก้ปัญหา" ผศ.ดร.พิรงรองกล่าว


          หัวหน้าโครงการสร้างภูมิคุ้มกันการติดเกมออนไลน์สำหรับเยาวชนเสนอว่า จะต้องมีการจัดตั้งสายด่วนให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการติดเกม  การสร้างเครือข่ายความรวมมือในภาคส่วนต่างๆ เพื่อแสวงหาผู้มีปัญหาเสพติดเกมจริงๆ เพื่อเข้ารับการบำบัดหรือฟื้นฟูจิตใจ การบังคับใช้ระบบเรตติ้งเกมอย่างเข้มงวด รวมทั้งการผลักดันทางนโยบายให้เกมออนไลน์ปรับเปลี่ยนไปเป็นกีฬาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-sport


          ปัจจัยที่มีผลต่อการป้องกันเด็กติดเกม


          ด้านตัวเด็ก


          1. เด็กที่มีกิจกรรมอื่นๆ ทำ (ที่ไม่ใช่การเล่นเกม) เพื่อคลายเครียด พบว่ามีโอกาสไม่ติดเกมสูงขึ้น 4 เท่า


          2. เด็กที่มักมีกิจกรรมทำร่วมกับผู้อื่น และมีความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง มีโอกาสไม่ติดเกมสูงขึ้น 2 เท่า


          ด้านผู้ปกครอง


          1. การฝึกให้ลูกรับผิดชอบงานบ้านตั้งแต่เล็กๆ สอนให้ลูกรู้จักแบ่งเวลา มีส่วนร่วมหรือสนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมต่างๆ มีการวางกฎระเบียบที่ชัดเจนในบ้าน ตระหนักในปัญหาเด็กติดเกม รับฟังปัญหาหรือความคิดเห็นของลูก  รับฟังเหตุผลของลูกเมื่อลูกกระทำผิด เป็นการเลี้ยงดูที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเกมให้น้อยลง


          2. ผู้ปกครองที่มีเวลาให้ลูกเพียงพอ มีการแสดงออกถึงความรัก ความผูกพัน และความเข้าใจกันในครอบครัว ซึ่งหมายถึงการให้เวลาที่มีคุณภาพกับเด็ก ด้วยการเล่นกับลูก พูดคุย สื่อสารกันในเชิงบวกไม่ต่ำกว่าวันละ 40 นาที จะเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการติดเกมที่ดี


          3. สิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกรักษากฎกติกาในการเล่นเกม คือ ความชัดเจนและสม่ำเสมอในการดูแล และควบคุมการเล่นเกมของลูกจากผู้ปกครอง


          ด้านเพื่อนและสิ่งแวดล้อม


          1.เด็กที่มีกลุ่มเพื่อนสนิทเป็นเด็กเรียนหรือทำกิจกรรม มีโอกาสไม่ติดเกมสูงขึ้น 2.4 เท่า และถ้าเพื่อนสนิทส่วนใหญ่ไม่ชอบเล่นเกม เด็กจะมีโอกาสไม่ติดเกม 1.6 เท่า


          2.การที่ครูมีความตระหนักถึงปัญหาการติดเกมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่อนุญาตให้เด็กใช้คอมพิวเตอร์ของโรงเรียนเพื่อเล่นเกม หรือมีระบบป้องกันไม่ให้เด็กเล่นเกมในโรงเรียน พร้อมทั้งส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมสร้างสรรค์ทำหลังเลิกเรียน จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเกมของเด็กนักเรียนให้น้อยลงได้เช่นกัน