ก.พ.24

เรื่องเล่าเข้าใจ....เกม

เรื่องเล่าเข้าใจ....เกม

ปัญหาการติดเกมกำลังเป็นปัญหาของสังคมไทยและมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นตามข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การติดเกม โดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ร่วมกับสถาบันรามจิตติ เมื่อปี 2549 พบว่า เด็กที่ติดเกม (ติดระดับมาก) มีอยู่ร้อยละ 5 และ เด็กที่คลั่งไคล้ (ติดระดับปานกลาง) มีอยู่ร้อยละ 10 ของประชากรเด็กและเยาวชน ประถม มัธยม และ อุดมศึกษา
       สถานการณ์การติดเกมดังกล่าว สอดคล้องกับข้อมูลการให้บริการตรวจรักษา พบว่าปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกเข้ามาขอรับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกนั้น ปัญหาที่พบสูงสุด 5 อันดับ จะมีเรื่องของเด็กที่มีปัญหาการเล่นเกมรวมอยู่ด้วย ในลำดับต้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่จะพาลูกมารักษา เมื่อปัญหาการเล่นเกมยากเกินกว่าที่คุณพ่อคุณแม่จะรับมือได้ หรือไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมลูกได้ ตัวอย่างพฤติกรรมเหล่านี้ ได้แก่ ปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่พามารักษาจะพบว่า ลูกไม่สามารถควบคุมตัวเองให้เล่นในเวลาที่กาหนด ใช้เวลาในการเล่นนานติดต่อกันหลายๆชั่วโมง ใช้เวลาเล่นเกมนานขึ้นเรื่อย ๆ เล่นที่บ้านบ้างที่ร้านบ้าง เมื่อพ่อแม่บังคับให้เลิกหรือหยุดเล่นเด็กจะต่อต้าน หรือมีปฏิกิริยาหงุดหงิดไม่พอใจอย่างรุนแรง ตาขวาง พูดเดี๋ยวอีกแป๊บหนึ่งและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเล่น ลูกไม่สนใจการเรียน ไม่ทำการบ้าน กลับบ้านค่ำ การเรียนตกลงอย่างมาก ไม่ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว เวลาชวนไปไหนไม่ยอมไป โกหก ใช้เงินเปลือง (เพื่อนำเงินไปเล่นเกม) อ่านหนังสือเกม สนิทกับเพื่อนที่เล่นเกม
       สังเกตอย่างไรว่าลูกติดเกม ซึ่งระดับความรุนแรงของปัญหาการเล่นเกม แบ่งได้ 3 ระดับ
           ระดับแรก ปกติ คือ ยังไม่มีปัญหาในการเล่นเกม เล่นเกมแต่สามารถควบคุมตนเองได้ มีความรับผิดชอบ ผลการเรียนไม่ตก สัมพันธภาพกับบุคคลอื่นเป็นปกติ
           ระดับที่สอง คลั่งไคล้ คือ เริ่มมีปัญหาในการเล่นเกม ควบคุมเวลาเล่นเกมไม่ได้ สนใจบุคคลรอบข้างน้อยลง ใจจดจ่อกันการเล่นเกม เริ่มเพิ่มจำนวนชั่วโมงในการเล่นมากขึ้น ผลการเรียนเริ่มตกลงบ้าง
         ระดับที่สาม น่าจะติดเกม คือ มีปัญหาในการเล่นเกมมากๆ ควบคุมตนเองไม่ได้เลย เล่นเกมหลายชั่วโมง ไม่รับผิดชอบ ไม่สนใจการเรียน สัมพันธภาพกับคนในครอบครัวน้อยลง อารมณ์ฉุนเฉียวเมื่อไม่ได้เล่นเกม


เด็กติดเกมเพราะขาดการฝึกวินัย ผู้เขียนได้ให้คำปรึกษาพ่อแม่ที่มีลูกติดเกมหลายราย พบว่า ลูกติดเกมเกิดจาก
        - พ่อแม่เองไม่มีเวลาสนใจลูก ทาแต่งานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ให้เงินลูกเพื่อไปโรงเรียน ลูกมีหน้าที่เรียนหนังสืออย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไร แม่ไม่ได้มอบหมายงานไว้ให้ ไม่ได้ตั้งกฎกติกาไว้ในบ้าน ลูกมีอิสระเสรีในการทำอะไรก็ได้ ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบไม่มี ไม่ได้มีกิจกรรมเสริมหลังเลิกเรียน
        - พ่อแม่มีแนวความคิดว่า การมีแต่คอมพิวเตอร์ไว้ในบ้าน จะทำให้อยู่บ้านดีกว่าที่ลูกจะไปเล่นซน หลังการเลิกเรียนหรือไปคบเพื่อนพากันเที่ยวเตร่ เกเรรวมทั้งติดยา
        - การสื่อสารที่พ่อแม่เป็นผู้ส่งสารอย่างเดียว คือพ่อแม่เป็นฝ่ายพูดหรือบอกกล่าวเพียงฝ่ายเดียว ลูกไม่มีโอกาสตัดสินใจหรือแสดงความคิดเห็น ลูกเป็นเพียงผู้รับฟังและปฏิบัติตามเท่านั้น ทั้งนี้พ่อแม่ควรมีความรู้และทักษะในการดูแลลูก ซึ่งกว่าพ่อแม่จะตระหนักถึงการแก้ไขปัญหานี้ ลูกก็อาจติดเกมจนกระทั่งแก้ไขได้ยาก
     

          พ่อแม่จะป้องกันอย่างไรเพื่อไม่ให้ลูกติดเกม พ่อแม่ต้องมีความเข้าใจในเรื่องเกมว่าเกมมีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดี เข้าใจในธรรมชาติของลูกและการเล่นเกมของลูก เล่นอย่างไรจึงเหมาะสม การป้องกันเด็กไม่ให้ติดเกม ก็จะมีประเด็นหลัก คือ การมีเวลาของพ่อแม่ การฝึกวินัยและความรับผิดชอบ การแบ่งเวลา การเสริมสร้างความภาคภูมิใจ กิจกรรมทางเลือกอย่างสร้างสรรค์
        การมีเวลาของพ่อแม่ ถือเป็นการป้องพื้นฐานเพราะหากพ่อแม่มีเวลาให้ความรัก อบรมเลี้ยงดู รวมทั้งสร้างบรรยากาศในครอบครัวพูดคุยถามความเป็นในชีวิตลูก ให้คำชี้แนะปัญหาต่างๆ ว่าอะไรดีหรือไม่ดี อะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เท่ากับเป็นการป้องกันปัญหาได้ทุกปัญหา
        การฝึกวินัยและความรับผิดชอบ โดย
        การกำหนดกติกา เมื่อลูกเริ่มเล่นเกมคุณพ่อคุณแม่ต้องกำหนดกติกาและขอบเขตในการเล่นเกม คุณพ่อคุณแม่สามารถกำหนดวินัยให้ลูกฝึกปฏิบัติตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็ก โดยการตั้งกฎกติกาที่ชัดเจนว่า รู้จักทำอะไรเป็นเวลาและรู้จักควบคุมตนเอง โดยคุณพ่อคุณแม่ช่วยสอนทักษะการควบคุมตนเอง ควรกำหนดกติกาตั้งแต่เริ่มต้น ว่าจะเล่นได้วันละกี่ชั่วโมง เล่นเวลาใด และเล่นที่ไหน อะไรห้ามทำบ้าง หรืออะไรทำได้แค่ไหน หลักการคือ ไม่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น ทำการบ้านให้เสร็จก่อนจึงจะเล่นได้ การฝึกวินัยจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเองให้ทำในสิ่งที่เหมาะสม เคารพกฎระเบียบ และกติกาที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกัน
        มอบหมายความรับผิดชอบ ได้แก่ การมอบหมายหน้าที่ให้ช่วยงานบ้าน เช่น รดน้าต้นไม้ ล้างจาน เป็นต้น เมื่อมอบหมายงานบ้านแล้วพ่อแม่ต้องกำกับดูแลให้ลูกทำให้สำเร็จ แม้จะยากลำบาก ลูกจะได้เรียนรู้ที่จะบังคับตัวเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำ และเรียนรู้ที่จะรับผิดถ้าทำผิด
        การเสริมสร้างความภาคภูมิใจ เด็กที่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง รักตัวเองและมีแรงจูงใจที่จะทำดีและทำสิ่งต่างให้สำเร็จ การเสริมสร้างความภาคภูมิใจอย่างง่ายที่พ่อแม่สามารถทำได้ และเห็นผลชัดเจนได้แก่ การจับถูก คือ การขยันมองให้เห็นด้านดีหรือด้านบวกแม้เล็กน้อยในตัวลูก แล้วพูดชื่นชมให้เจ้าตัวรับรู้ หรือพูด/แสดงให้ผู้อื่นรับรู้ความดีของลูก การทำให้ลูกรู้ว่ามีคนเห็นคุณค่าในตัวเขา จะทำให้ลูกมีกาลังใจ ให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นมิตร มีกำลังใจในการเรียนรู้และร่วมมือในการแก้ไขปัญหามากขึ้น
        สนับสนุนให้ลูกมีงานอดิเรกที่สร้างสรรค์และรู้จักการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เด็กที่ติดเกมจำนวนมากเริ่มเล่นเกมเพราะเด็กมีความรู้สึกเหงาและไม่รู้จะทำอะไรในเวลาว่าง การมีกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆที่ก่อให้เกิดความสุขแบบสร้างสรรค์ จะช่วยลูกไม่เหงาและไม่มีเวลาว่างเกินไปได้ การห้ามลูกไม่ให้เล่นเกมเฉยๆจะทำให้เด็กไม่มีทางออก ทำให้ลูกตัดใจได้ยากจากการเล่นเกม สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือการช่วยให้เด็กได้ค้นหาความถนัด ความสนใจของตนเอง และมีโอกาสได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ตามความถนัดหรือใจรัก เมื่อเด็กได้พบความสุขที่เกิดจากกิจกรรมสร้างสรรค์ก็จะทำให้เด็กใช้เวลาในการเล่นเกมน้อยลงและควบคุมตัวเองในการเล่นเกมได้มากขึ้น
     

      จะเห็นได้ว่าการป้องกันลูกที่มีปัญหาชอบเล่นเกมนั้นไม่มีอะไรที่ยาก หากพ่อแม่รับรู้เข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาที่ตามมา เริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่เกิดปัญหา ดีกว่าที่จะมาแก้ไขภายหลัง ความสูญเสียเทียบกันไม่ได้ แล้วในฐานะที่คุณเป็นพ่อแม่คุณจะเลือกอย่างไร ???