ก.พ.27

กฎเหล็ก 7 ข้อ วิธีนั่งหน้าคอมพ์ไม่ให้ปวดหลัง

กฎเหล็ก 7 ข้อ วิธีนั่งหน้าคอมพ์ไม่ให้ปวดหลัง

กฎเหล็ก 7 ข้อ วิธีนั่งหน้าคอมพ์ไม่ให้ปวดหลัง

สิ่งที่ชาวไอทีต้องเผชิญอยู่เสมอ
คือการนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ส่งผลให้มีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลัง
ต้องก้มศีรษะลงขณะใช้งานใช้คีย์บอร์ดและเมาส์ ทั้งยังต้องยกแขนไปมา
หากหลังโก่ง จะทำให้กระดูกสันหลังค่อมและโล้ไปข้างหน้า
ทำให้ต้องใช้กล้ามเนื้อคอมากเกินไป เกิดอาการเกร็ง หรือตึงกล้ามเนื้อ
กลายเป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ เมื่อนั่งทำงานไปนานๆ มักปวดคอ ศีรษะ หรือคอตึง คอเกร็ง
ทั้งยังทำให้เสียบุคลิกอีกด้วย
...เอแล้วแบบนี้เราจะมีวิธีรับมืออย่างไร ไปหาคำตอบกันเลยดีกว่า

 

โดยคนผู้มีอาการปวดหลังร้อยละ 90
จะมีสาเหตุมาจากการนั่งผิดท่า นอกจากนี้
ชีวิตประจำวันของหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ
เป็นท่าที่ต้องใช้หลังมากกว่าปกติ
ขณะเดียวกันยังให้เวลากับการออกกำลังกายน้อย รวมถึงดูแลสุขภาพน้อย
ล้วนเป็นสาเหตุทำให้ปวดหลังเรื้อรัง

แพทย์จึงแนะ 7 วิธีที่ควรปฏิบัติในการทำงานแก้อาการปวดหลัง เริ่มจาก

1. การเลือกขนาดของโต๊ะ เก้าอี้ให้เหมาะสมพอดีกับสรีระ

2. ไม่ควรใช้เก้าอี้สปริงที่เอนได้ เพราะไม่มีการรองรับหลังเท่าที่ควร ควรเลือกเก้าอี้ที่เอนได้และมีความสูงของเก้าอี้และโต๊ะได้ระดับและมีหมอนหนุนหลัง

3. คอมพิวเตอร์ที่ใช้ต้องปรับให้จออยู่ในระดับสายตา คือกึ่งกลางของจออยู่ระดับสายตา การพิมพ์งาน แป้นคีย์บอร์ด ควรอยู่ในระดับข้อศอก ข้อมือ จะได้ไม่ต้องยกแขนขึ้นมาพิมพ์

4. ใช้เมาส์ ควรเป็นแทรกกิ้งบอล หรือไร้สาย ที่นำมาใกล้ตัวได้ ใช้ถนัดไม่ต้องยื่นแขน

5. ไม่ควรนั่งหน้าจอเป็นเวลานานๆ ควรพักทุก 45 นาทีเพื่อพักผ่อนอิริยาบถและควรนั่งให้ตรงกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ จะได้ไม่ต้องบิดตัวไปมา

6. ควรนั่งเก้าอี้ให้เต็มก้น

7. ควรบริหารร่างกายอยู่สม่ำเสมอ
ท่าง่ายๆ นอกจากเดินไปมาคือการบีบคอ ยืดกล้ามเนื้อคอ เอียงไปซ้ายและขวา
ก้มหน้าเงยหน้า โดยแต่ละท่าค้างไว้ 10 วินาที
ต่อมาเป็นการยืดกล้ามเนื้อหลังโดยการก้มตัว หน้าอกประชิดหัวเข่า
การยืดและคลายกล้ามเนื้อควรทำช้าๆ และค้างไว้ 10 วินาทีเช่นกัน
เพื่อให้กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นยืดตัว ถ้าก้มแรงๆ หรือกระแทกแรงๆ
จะทำกล้ามเนื้อฉีกขาดหรือบาดเจ็บได้

ข้อ
ปฏิบัติง่ายๆ เหล่านี้จะทำให้หนุ่มไอทีสาวออฟฟิศทั้งหลายบุคลิกภาพดี
และหลีกเลี่ยงอาการปวดหลังเรื้อรังได้ดีทีเดียว


ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด และ www.arip.co.th