ก.ย.7

Cyberbullying … เมื่อลูกถูกทำร้ายผ่านโลกไซเบอร์

Cyberbullying … เมื่อลูกถูกทำร้ายผ่านโลกไซเบอร์

ด้านบวกของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ได้นำความเจริญและความสะดวกสบายมาให้กับชีวิตของเราอย่างเห็นได้ชัดค่ะ แต่อีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีที่เรียกว่า Cyberbullying หรือความรุนแรงในโลกไซเบอร์ กลับสร้างความรุนแรง สร้างบาดแผลในใจจนถึงขั้นเสียชีวิตให้เกิดขึ้นกับใครหลายๆ คนได้ โดยผู้กระทำและถูกกระทำก็คือเด็กๆ ลูกหลานของเรานี่เอง

 

 

 

ความรุนแรง...จุดเริ่มต้นของบาดแผล

การรังแกกันของเด็กๆ ที่เรารับรู้กันมานานและยังคงพบเห็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน

คือการรังแกกันด้านกายภาพหรือการทำร้ายกันตัวต่อตัว เช่น พี่ตัวโตรังแกน้องตัวเล็ก การชกต่อยระหว่างเด็กๆ ด้วยกัน โดยจะเป็นการทำร้ายที่มองเห็นได้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำและใครตกเป็นเหยื่อ

แต่ปัจจุบัน เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ทำให้เกิดช่องทางของการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด เพื่อปลดปล่อยความรุนแรงรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า Cyberbullying (การรังแกกันผ่านโลกไซเบอร์) ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นผู้กระทำความรุนแรงได้ ไม่เว้นแม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ค่ะ

 

“Cyberbullying คือ การรังแกกันผ่านโลกไซเบอร์ระหว่างเด็กกระทำต่อเด็กด้วยกัน โดยรูปแบบการรังแกกันมีทั้งการใส่ร้ายป้ายสี การใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อว่าผู้อื่น หรือการส่งต่อข้อมูลลับเพื่อทำให้ผู้อื่นเสียหายผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่การส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยการรังแกกันจะต้องมีความต่อเนื่อง และทำให้ฝ่ายที่ถูกกระทำรู้สึกเจ็บปวดหรือได้รับผลกระทบทางจิตใจ”

 

Cyberbullying เป็นความรุนแรงที่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ ซึ่งสามารถทำความรุนแรงกับใคร ที่ไหน หรือเมื่อไรก็ได้ และผู้กระทำก็สามารถจะตอกย้ำความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยที่สักวันหนึ่งเหยื่อที่เคยถูกกระทำ ก็อาจกลับมาเป็นผู้กระทำความรุนแรงเองเพื่อแก้แค้น เป็นวงจรความรุนแรงที่ไม่มีจุดจบ ด้วยเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ เขาก็ทำกัน ซึ่งผลกระทบก็คือความรุนแรงและบาดแผลที่เกาะกินในจิตใจของเด็กๆ

จากการสำรวจเด็กในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า มีเด็กถึง 48% ที่อยู่ในวงจร Cyberbullying โดยอาจเป็นทั้งผู้กระทำ เหยื่อ และผู้เฝ้าดูหรือส่งต่อข้อมูลไปยังกลุ่มอื่นๆ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ที่อยู่ในวงจรนี้จะอยู่ในชั้นมัธยมต้น โดยเวลาที่ใช้ในการ Cyberbullying คือ ช่วง 6 โมงเย็น – 3 ทุ่ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ ทำการบ้านและใช้อินเตอร์เน็ตค่ะ

 

...........................................................................

 

วงจร Cyberbullying รอบโลก

ปรากฏการณ์การเกิด Cyberbullying จากทั่วทุกมุมโลกกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องเข้าไปจัดการดูแล เพราะได้คร่าชีวิตเด็กๆ ที่หลุดเข้ามาอยู่ในวงจรนี้ไปแล้วมากมาย

 

**งานวิจัยจาก The National Children’s Bureau เปิดเผยว่าเด็กในประเทศอังกฤษจำนวน 1 ใน 5 คนได้รับผลกระทบจาก Cyberbullying โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 10-19 ปี และพบว่าเด็กผู้หญิงจะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมากกว่าผู้ชาย

 

**จากการสำรวจของ The Chinese University of Hong Kong พบว่านักเรียน 1 ใน 3 ของ 1,800 คน เคยเป็นเหยื่อ Cyberbullying

 

** ผลสำรวจของ The City University of Hong Kong พบว่า 32.1% จาก นักเรียน 1,818 คน เคยฝึกการ Cyberbullying ซึ่ง 44% ของนักเรียนกลุ่มนี้ บอกว่า ทำเพราะเป็นเรื่องสนุก

 

…………………………………………………………….

 

วงจร Cyberbullying ในสังคมไทย

ข้อมูลจากผู้วิจัยได้อธิบายถึงกลุ่มตัวอย่างของเด็กไทยที่อยู่ในวงจร Cyberbully ทั้งที่เป็นผู้กระทำและเหยื่อ จากคำบอกเล่าของตัวเด็กเองและส่วนหนึ่งจากคำบอกเล่าของพ่อแม่ พบกลุ่มตัวอย่างของการ Cyberbullying เช่น

 

1. ชื่อ : แวว

อายุ : 19 ปี

สถานะ : เหยื่อ

ระยะเวลาความรุนแรง : 1 เดือน

วงจร Cyberbullying : หลังจากที่แววเลิกกับคิม ผึ้งแฟนใหม่ของคิมก็มาขอแอด (add friend) ผ่าน Hi 5 แววก็รับแอด โดยเข้าไปถามว่าเธอชื่ออะไร เป็นใครถึงมาแอด ผึ้งก็ตอบแววว่า เขามาดีทำไมต้องมาพูดแบบนี้

หลังจากนั้นคิมก็ใช้ล็อคอินของผึ้งมาด่าแววทาง Hi 5 กล่าวหาว่าแววไปว่าผึ้ง ซึ่งความรุนแรงเริ่มเกิดขึ้นด้วยการต่อว่ากันไปมา รวมถึงผึ้งไปดึงเพื่อนๆ ใน Hi 5 มารุมต่อว่าแวว โดยต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมกัน และพยายามขุดเรื่องราวเก่าๆ สมัยที่แววเคยเป็นแฟนกับคิมมาประจานให้เพื่อนๆ ใน Hi 5 รับรู้

จากเด็กที่เคยเล่นอินเตอร์เน็ตอาทิตย์ละ 1 ครั้ง กลายเป็นต้องรีบกลับบ้านไปเล่นอินเตอร์เน็ตทุกวัน เพื่อจะโต้ตอบกลับคู่กรณี เด็กทั้ง 2 ฝ่ายติดกับดักความรุนแรงโดยไม่รู้ตัวเป็นระยะเวลา 1 เดือน แววทั้งเครียดทั้งโกรธ และเสียสมาธิในการเรียน จนถึงจุดหนึ่งที่เริ่มจะทนไม่ไหว จึงโทรไปเคลียร์กับผึ้งว่าให้หยุด จบลงด้วยการไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก ปัญหานี้แววจัดการแก้ไขด้วยตัวเอง โดยที่พ่อแม่ไม่ทราบเรื่องเลย

 

2. ชื่อ : บอส

อายุ : 20 ปี

สถานะ : ผู้กระทำ

ระยะเวลาความรุนแรง : 1 เดือน

วงจร Cyberbullying : บอสเติบโตมากับครอบครัวที่พ่อแต่งงานใหม่ ซึ่งบอสก็ไม่ได้เกลียดชังแม่ใหม่แต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดกัน พ่อของบอสเลี้ยงลูกด้วยเงิน บอสบอกว่ารู้สึกว่าตัวเองขาดความรัก ขาดความอบอุ่น แต่เขาก็ถูกชดเชยด้วยเงินแทน

บอสเคยมีแฟนชื่อเบล แต่เลิกคบกันแล้ว บอสไปสืบรู้มาว่าเบลคบผู้ชายอีกคนหนึ่งอยู่ บอสอยากแก้แค้นเบลมาก โดยวางแผนเป็นขั้นตอน เริ่มจากนำรูปเบลมาตัดต่อเป็นรูปเปลือยอก ใส่แต่กางเกงชั้นใน และสร้าง Hi 5 โดยใช้ชื่อสมมติขึ้นมา และพยายามแอดคนในโรงเรียนที่รู้จักกับเบล จากนั้นก็ปล่อยรูปตัดต่อลง Hi 5 โดยทำในร้านอินเตอร์เน็ต เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกจับได้ มีเพื่อนสนิทของบอสเท่านั้นที่รู้

เมื่อรูปของเบลกลายเป็นกระแสในโรงเรียน มีการพูดถึงแพร่กระจายเป็นวงกว้าง เบลอับอายมาก ที่ถูกเพื่อนๆ ในโรงเรียนล้อ มีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ เมื่อกระแสเรื่องนี้เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ เบลก็เครียดมาก เพื่อนสนิทบอสเริ่มคิดได้ว่ากลายเป็นเรื่องใหญ่แล้ว สร้างความเสียหายให้เบล จึงไปบอกอาจารย์ประจำชั้น แต่อาจารย์ก็ไม่ได้ทำอะไร

เบลพอจะเดาออกว่าบอสเป็นคนทำ พ่อแม่ของเบลจึงมาแจ้งคุณครูฝ่ายปกครอง บอสจึงยอมรับ แต่ใช้การเจรจาและลงโทษบอสด้วยการทำทัณฑ์บน เบลอยู่โรงเรียนเดิมไม่ได้เพราะรู้สึกอับอายจนต้องย้ายโรงเรียนใหม่ บอสก็ไม่ได้รู้สึกผิดเลย แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำกัน

 

 

วิธีป้องกันลูกจากวงจร Cyberbullying

แม้ว่า Cyberbullying จะเป็นการทำร้ายกันของเด็กวัยรุ่น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับครอบครัวที่มีลูกเล็กนะคะ เพราะเมื่อลูกน้อยเติบโตขึ้น เขาอาจจะหลุดไปอยู่ในวงจร Cyberbullying โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

มาช่วยป้องกันสังคมและลูกน้อยจากวงจรความรุนแรง ด้วยการสร้างเกราะป้องกันจากความรักของพ่อแม่กันเถอะค่ะ

1. เปิดรับข้อมูล & ทำความเข้าใจ พ่อแม่ควรเปิดใจรับรู้ข้อมูลและทำความเข้าใจกับปัญหาเหล่านี้ และไม่มองว่าเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับครอบครัวเรา

2. มอบความรักและความอบอุ่นให้ลูกอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งควรมีบุคลิกที่พร้อมจะยอมรับฟังปัญหาและเป็นที่ปรึกษาของลูกได้เสมอ

3. ปลูกฝัง empathy (การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น) ให้ลูก ด้วยการสอนให้รู้จักความรู้สึกทั้งดีและไม่ดีของตัวเอง เช่น เวลาที่ลูกหยิบของให้พ่อแม่ก็ให้บอกความรู้สึกดีที่ลูกได้ช่วยเหลือคุณ หรือเวลาที่มีเพื่อนแบ่งขนมให้ลูก พ่อแม่ก็ควรถามลูกว่ารู้สึกดีอย่างไร หมั่นสอนว่าถ้าลูกอยากให้ใครทำอย่างไรกับเรา ลูกก็ควรปฏิบัติอย่างนั้นกับผู้อื่น

ฯลฯ

4. ใช้เทคโนโลยีให้ถูกทาง โดยการปลูกจิตสำนึกที่ดีเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต และควรใช้ความใกล้ชิดสอนให้ลูกใช้เทคโนโลยีในทางที่ถูกและทางที่ดี ไม่ควรนำคอมพิวเตอร์ตั้งไว้ในห้องนอนของลูก แต่ควรตั้งไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อจะได้อยู่ในสายตาของพ่อแม่

5. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี เพื่อลดช่องว่างความรู้ระหว่างพ่อแม่กับลูก โดยอาจให้ลูกเป็นฝ่ายสอนคุณ อย่างน้อยคุณก็จะได้ใกล้ชิดลูกมากขึ้น

 

อย่าปล่อยให้เด็กๆ ของเราในวันนี้ กลายเป็นผู้สร้างสงครามทางจิตใจให้กับสังคมและตอกย้ำความรุนแรงให้กับตัวเขาเองในวันข้างหน้าเลยนะคะ