ก.ย.11

พ่อแม่เป็นเพื่อนก็ได้นะจ๊ะ

พ่อแม่เป็นเพื่อนก็ได้นะจ๊ะ

 

ถ้าเป็นผมนะครับ ผมอยากเป็นพ่อแบบสั่งลูกทีเดียวอยู่หมัด นั่นคือเขาไม่เถียงและทำตาม เขาไปไกลจากสายตาของเราก็ไม่ทำอะไรชั่วๆ

แต่ปัญหามีอยู่ว่าลูกเราฉลาดเกินกว่าจะเชื่อเราง่ายๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่ง่ายเลยที่ผมจะได้เป็นพ่ออย่างที่ว่า

 

อันที่จริงแล้วยากมากเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะยุคสมัยปัจจุบันที่หมาจิ้งจอกและแมวเจ้าเล่ห์เดินเพ่นพ่านเต็มบ้านเต็มเมืองรอคอยที่จะหลอกลวงพิน็อคคิโอให้ไม่ไปโรงเรียน

 

ใช่แล้วครับ ลูกของเราคือพิน็อคคิโอ หุ่นไม้รักสนุกที่พร้อมจะหลงระเริงไปกับอบายมุขได้ทุกเวลา เขาเป็นหุ่นไม้ สมองจึงคงจะกลวง แต่เขามีหัวใจ เขาจึงมิใช่หุ่นไม้ตลอดไปไงครับ เราจึงจำเป็นต้องติดต่อกับเขาด้วยหัวใจ

 

รวมทั้งเป็นเพื่อนใจ

 

ผมไม่สามารถเป็นพ่อที่สั่งลูกได้ทุกเรื่อง สั่งบางเรื่องนั้นได้ แต่สั่งทุกเรื่องทำไม่ได้ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าผมพูดกับลูกได้ทุกเรื่อง ส่วนเขาจะพูดกับเราได้ทุกเรื่องหรือเปล่านั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ

 

“แน่ใจนะว่าลูกใช้ยาคุมกำเนิดเป็น” ผมพูดแบบนี้กับลูกสาวตั้งแต่เขาอยู่ ป.6

“ป๊าพูดอะไรอย่างนั้นน่ะ!” ตอนนั้นเขาตอบผมแบบนี้

“แน่ใจนะว่าลูกรู้วิธีไม่ท้อง” ผมพูดแบบนี้กับลูกสาวตอนเขาอยู่ ม.1

“ป๊าเห็นหนูท้องหรือยังล่ะคะ” ตอนนั้นเขาตอบผมแบบนี้

 

บ่อยครั้งที่ผมจะคุยกับลูกเรื่องเซ็กซ์ ยาเสพติด การพนัน เอดส์ รวมทั้งเรื่องตั้งใจเรียนหนังสือ เวลาคุยเรื่องเครียดๆแบบนี้จำเป็นที่เราจะต้องคุยแบบเพื่อน นั่นคือชวนคุยให้มากที่สุดเท่าที่เรามีความรู้และปัญญาจะคุยได้ (ซึ่งต้องยอมรับด้วยนะครับว่าที่แท้แล้วเราอาจจะรู้น้อยกว่าเขาเยอะเลย) แต่ระลึกไว้เสมอว่าเป็นการพูดคุยเพียงเพื่อโยนประเด็นเหล่านี้ขึ้นกลางอากาศในบ้านของเราเท่านั้น ไม่คาดหวังว่าเขาจะคิดอะไร ตัดสินอะไร เชื่ออะไร

ยิ่งไม่คาดหวังว่าเขาจะเชื่อเรา

 

เพียงโยนเรื่องเซ็กซ์ ยา พนันบอล เอดส์ หรือการหนีเรียนเอาไว้กลางบ้านของเราเท่านั้น

 

ทั้งนี้เพื่อสื่อให้เขาทราบว่าบ้านหลังนี้เราคุยกันได้ทุกเรื่องจริงๆ ในอนาคตหากลูกอยากคุยอะไรลูกสามารถกลับมาคุยที่นี่ได้

เวลาคุยเรื่องเหล่านี้ผมจึงคุยสนุกได้ทุกครั้ง อำไปอำมากับลูกได้บ่อยๆ แต่ในใจก็สวดภาวนาอยู่ว่าลูกจะเอาตัวรอดได้กับโลกภายนอกนั้น

 

“ลูกใช้ถุงยางเป็นหรือยังน่ะ” ผมถามลูกชายต่อหน้าลูกสาว

“เห็นยังไม่เคยเห็นเลยป๊า” ลูกสาวแย่งตอบ

“แม่มีอันหนึ่ง ที่ทำงานเขาแจกมาเดี๋ยวแม่ไปเอามาให้ดู” คุณแม่ร่วมวง

“เคยเห็นแล้วๆๆๆ” ลูกชายรีบห้าม

 

ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สั่งอะไรลูกมากจนเกินไป แต่ถ้าจะสั่งก็จะมีพิธีกรรมอยู่บ้าง เช่น หาเวลาที่เหมาะสม เป็นส่วนตัว พูดให้ชัดๆว่าเรื่องนี้พ่อสั่ง พูดขณะมองตาเขาตรงๆ จากนั้นกอดเขาหนึ่งครั้ง

ได้ผลหรือเปล่าก็ไม่รู้อีกเช่นกันครับ บอกแล้วว่าหมาจิ้งจอกกับแมวเจ้าเล่ห์รออยู่นอกบ้านนั้นเต็มไปหมด

 

“ไม่อยู่ในห้องกับเพื่อนชายสองต่อสองนะ โอเคมั้ย” ถ้าผมจะพูดอะไรแบบนี้ผมจะพูดสั้น ชัด มองหน้า และกอดเขาหนึ่งครั้ง(คล้ายๆประทับตรายาง)

“ห้ามเถียงคุณยาย แม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูก ตกลงมั้ย” ผมจะสั่งลูกแบบนี้ คือสั้น ชัด แต่ก็อาจจะหาเวลาคุยด้วยอีกทีว่าเพราะอะไรเราจึงสั่งเขาเช่นนั้น

 

อันที่จริงแล้วเรื่องอบายมุขและเลวทรามต่ำช้าทั้งหลายในสังคมเราอาจจะต้องคุยกับลูกฉันเพื่อน แต่เรื่องความมีวินัย ความอดกลั้น ความกตัญญูกตเวทิตา หรือศีลธรรมจรรยา เราอาจจะต้องคุยแบบพ่อแม่

 

ประเภทว่าขงจื๊อมาเอง

 

ผมคิดว่าการคุยกันแบบเพื่อนนั้น เราต้องคุยกันด้วยเหตุด้วยผลเยอะเลยนะครับ เยอะกว่าการคุยแบบพ่อแม่เสียอีก เวลาคุยเรื่องเซ็กซ์ การตั้งท้อง การทำแท้ง เอดส์ การพนัน เราอาจจะต้องคุยไป ตลกไป แต่ก็ให้เหตุผลไป ประเภทว่าแลกเปลี่ยนและถกเถียงกัน แต่ถ้าเมื่อไรเราจะสั่งเรากลับต้องไม่ให้เหตุผล คำสั่งก็คือคำสั่ง

 

คำสั่งจึงต้องมีไม่มาก ใช้เมื่อถึงเวลาจำเป็น สงวนไว้อย่าสั่งพร่ำเพรื่อจนหมดความขลัง เก็บโควตาเอาไว้สั่งเมื่อถึงเวลาต้องสั่ง

เวลาขงจื๊อสอนไม่เห็นให้เหตุผลเลย

 

การเป็นพ่อแม่ในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ออกจะยากด้วยซ้ำ ต้องการเวลาที่มากพอ ความว่องไวที่สูงพอ และทักษะที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา บางเวลาเป็นเพื่อน บางเวลาเป็นพ่อแม่

 

กลวิธีเหล่านี้จะไม่มีปู่ย่าตายายสอนอีกต่อไป หนังสือฮาวทูและนิตยสารประเภทรักลูกอาจจะช่วยได้บ้าง แต่ที่สำคัญมากที่สุดคือการตระหนักอย่างแท้จริงว่าลูกเป็นความรับผิดชอบของเรา อยู่กับเขาให้มาก คุยให้มาก เล่นให้มาก ทำตั้งแต่เขาแรกเกิดจนถึงวัยรุ่น ปัญหาต่างๆมักจะคลี่คลายตัวได้เองด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขา ไม่ว่าจะด้วยความเป็นพ่อแม่หรือด้วยความเป็นเพื่อนก็ตาม

 

ถ้าเราไม่มีทัศนคติโทษหรือโยนความรับผิดชอบลูกของเราให้แก่ผู้อื่น ลูกเขาจะจับสัญญาณได้เองว่าเราใหญ่ที่สุดครับ