ก.ย.11

จะทำอย่างไรดีเมื่อลูกติด iphone-ipad

จะทำอย่างไรดีเมื่อลูกติด iphone-ipad

เทคโนโลยีในปัจจุบันที่กำลังคืบคลานเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่กำลังเป็นกระแสของความนิยมของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้ใหญ่และเด็ก แทบจะทุกอายุติดกันงอมแงม แต่หากรู้จักและรู้ทันเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ ก็คงไม่มีปัญหา แต่หากเล่นจนไม่มีวันหลับ วันนอน คอยตรวจสอบ Face book  E-mail หรือเล่นเกมทุก 3 - 5 นาที หมกมุ่นมากเกินไปคงไม่ดีแน่ เราลองมาตรวจสอบกันดูว่า ลูกหรือตัวเรามี

อาการติด iphone - ipad มีดังนี้ 
       การติดหมายถึงการที่เราต้องพึ่งพาบางสิ่งบางอย่างตลอดเวลา เป็นนิสัยที่พัฒนาขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ต้องกลับไปทำหรือตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อจิตใจ และร่างกาย ยิ่งโดยเฉพาะเด็ก หากติด iPhone และ iPad แล้วจะยากต่อการควบคุม  
       ในเด็ก การติดสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเข้าครอบงำจิตใจ ทำให้ขาดความสุขและขาดการเจริญเติบโตตามวัยอันควร ดังนั้น ผู้ปกครองควรสังเกต ว่าลูกมีอาการติด iPhone, iPad หรือกำลังเข้าสู่การพัฒนาการในภาวะติดสิ่งเหล่านี้
    
       1. สิ่งแรกเมื่อตื่นมามักถามถึง iphone, ipad ก่อนหรือถามถึงอยู่บ่อยๆ ในระหว่างวัน

      2. ใช้เวลาเล่น iphone และ ipad เป็นเวลานานมากไม่ควบคุม

      3. เมื่อคุณพ่อ คุณแม่กลับถึงบ้าน ลูกไม่มาทักทายเพราะมัวสนใจแต่จะเล่น iphone หรือ ipad เท่านั้น

      4. เลิกทำกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ อยากเล่นแต่ iphone หรือ ipad เท่านั้น

     5. พัฒนาตัวเองสู่พฤติกรรมแยกตัวจากสังคม ในขณะเล่น iphone หรือ ipad

      6. แยกตัวและกระวนกระวายใจหลังถูกควบคุมไม่ให้เล่น iphone หรือ ipad

             7. มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือไม่ชอบใจหากถูกควบคุมไมม่ให้เล่น iphone หรือ ipad   

       หากมีอาการเหล่านี้คุณพ่อ คุณแม่อย่าเพิ่งตกใจ จะมีวิธีการช่วยเหลือแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ในการจำกัดการเล่น iPhone หรือ iPad ไม่ให้ลูกติดได้ ดังนี้

       หากเป็นเด็กเล็ก มี 2 แง่คิดดังนี้
       1.ผู้ปกครองบางท่านเชื่อว่า การนำเอาเทคโนโลยีทุกสิ่ง ออกให้ห่างจากเด็กมากที่สุดเป็นเรื่องจำเป็น ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง เชื่อว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ ยังคงพอมีประโยชน์อยู่บ้าง กลุ่มหลังนี้ให้การสนับสนุนต่อสื่อ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และเชื่อว่า เราควรไว้ใจเด็กๆ ควรช่วยให้ลูกเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จัดให้ อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่   
       2.การจำกัดเวลาเล่นเป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก เพราะจะสร้างให้เด็กมีความสมดุลในการใช้ชีวิตประจำวัน หลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกติด iPhone หรือ iPad ตั้งแต่ลูกอายุยังน้อย สนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตามวัย จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ทักษะอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้สายตาจ้องจอภาพของ iPhone หรือ iPad เป็นเวลานาน


       สำหรับเด็กโต สิ่งที่ทำได้คือ
       1.สอนให้ลูกมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ ตั้งข้อตกลง กฎการเล่นให้ชัดเจน และสร้างความปลอดภัยต่อการเข้าเล่น ดาวน์โหลดข้อมูลไว้ล่วงหน้าก่อน การปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างให้ลูกเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการแก้ไขพฤติกรรมการติด
       2.กำจัดเวลาในการเล่นในแต่ละสัปดาห์ ไม่ควรเกิน 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมงต่อครั้ง ตามอายุของเด็ก    
       3.เสริมแรง ให้กำลังใจแก่ลูกในการทำงานอดิเรกใหม่ ๆ อย่างอื่น เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและไม่มีเวลาคิดถึงเกมใน iPhone หรือ iPad

       4.ทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีกับลูก สร้างปฏิสัมพันธ์ พูดคุย เล่น และทำกิจกรรมกับลูก อย่าเล่น หรือติดเกมต่างๆ ให้ลูกเห็น เพราะลูกจะทำตาม

       นอกจากนี้แล้ว ยังมีงานวิจัยที่กล่าวถึงการแผ่รังสี จาก โทรศัพท์มือถือหรือ iPad อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมะเร็งสมองได้หากใช้เป็นเวลานาน การคุยโทรศัพท์ก่อนนอนยังมีผลต่อการเข้านอนตามเวลาที่กำหนด ทำให้ช่วงเวลานอนสั้นลง บางครั้งอาจมีอาการปวดหัวหรือสับสน เกิดความเครียด หรืออาการสมาธิสั้นได้ ดังนั้น การเปิดโทรศัพท์มือถือ หรือ iPad ทิ้งไว้หัวนอนคงไม่ดีแน่ ควรว่าให้ห่างประมาณ 6-10 ฟุตจากหัวเตียง
   
       ทีวี iphone และ ipad ไม่ใช่พี่เลี้ยงสำหรับเด็กๆ ของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูกคือตัวคุณพ่อ คุณแม่เอง หากคุณพ่อ คุณแม่ท่านใดมีความคิดดีๆ ช่วยแบ่งปันกันด้วยนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ