ก.พ.7

เมื่อคนรอบตัว "ฟับบิ้ง" เราจะทำอย่างไรดี ? ... เรามา Stop Phubbing กันเถอะ!!

เมื่อคนรอบตัว "ฟับบิ้ง" เราจะทำอย่างไรดี ? ... เรามา Stop Phubbing กันเถอะ!!

 

 

 

 

 

สองบทความที่แล้ว ทั้ง...

คุณเคย 'ฟับ หรือไม่??...Stop Phubbing กันเถอะ 

แล

วิธีสังเกตตัวเองและแนวทางในการลด ละ เลิก “ฟับบิ้ง”

...เรามา Stop Phubbing กันเถอะ!!  

ได้เกริ่นให้ทุกคนได้รู้ว่า

“ฟับบิ้ง คืออะไร”

“มีสาเหตุมาจากอะไร”

“ส่งผลกระทบอะไรได้บ้าง"

และได้ บอกเราถึง

"วิธีสังเกตพฤติกรรม Phubbing"

"ปฏิกิริยาของคนรอบข้างต่อผู้ที่มีพฤติกรรม Phubbing"

"แนวทางในการจัดการกับพฤติกรรม Phubbing" 

 

ในวันนี้ทาง HealthyGamer

มีแนวทางสำหรับคนที่มักถูกคนรอบข้าง Phubbing ใส่มาฝากกันค่ะ...

ร่วมหาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล  ได้เลยค่ะ...

 

Clip.. >> I forgot my phone

สะท้อนสังคมปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดี

คลิปนี้ Published on Aug 22, 2013

Written by Charlene deGuzman & Miles Crawford



Directed by Miles Crawford



Starring Charlene deGuzman

 

บทความโดย: รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล และ น.ส.สุณิสา คินทรักษ์

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

 

แนวทางในการจัดการกับคนใกล้ตัวที่ชอบ Phubbing

อันดับแรก เราต้องสื่อสารหรือพูดคุยกับเขาว่า “พฤติกรรมฟับบิ้ง” เป็น พฤติกรรมที่ไม่สุภาพในทางสังคมถือว่าเป็นมารยาททางสังคมอย่างหนึ่งที่เราควรปลูกฝัง ถ่ายทอด หรือพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนว่าไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำพฤติกรรมดังกล่าว ส่วนผู้ปกครองอาจต้องคอยเตือนหรือสั่งสอน ว่าพฤติกรรมแบบนี้ไม่สุภาพและเป็นการกระทำที่ไร้มารยาท

จากนั้นให้บอกความรู้สึกของเราเมื่อถูกฟับใส่ บอกเขาว่าจะรู้สึกอย่างไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องใช้ความกล้าสักหน่อย ที่จะลองบอกความรู้สึกที่แท้จริงของเราออกไป เราต้องกล้าบอกความรู้สึกของเราออกมา เช่น “ฉันเสียใจ” “ฉันโกรธนะ” “ฉันไม่ชอบ” “หงุดหงิด” หรือ “รู้สึกผิดหวังที่เธอมาทำแบบนี้กับฉัน”

สมมติว่า ขณะนั้นเขากำลังฟับอยู่อย่างเมามัน เพื่อให้เขาหันมาสนใจ

เราอาจจะแตะมือเขาเบาๆ ...

พร้อมทั้งส่งสายตาเชิงขอร้อง ดึงความสนใจเขามาที่เรา แล้วเอ่ยคำพูดที่นุ่มนวลเพื่อบอกความรู้สึกตนเองเมื่อสักครู่ โดยอาจบอกเขาว่า“เรามากินข้าวด้วยกันและอยากใช้เวลานี้ให้มากที่สุด ให้เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ เราไม่อยากมากับเธอแล้วรู้สึกเสมือนว่าเรามาคนเดียว” โดยคุณอาจจะนำไปประยุกต์และปรับให้เหมาะกับตนเอง และนำไปใช้เป็นแนวทางในการสื่อความรู้สึกให้แก่คนที่คุณแคร์ได้

เป็นไปได้สูงว่า คนที่ฟับอยู่นั้นจะเข้าใจเราและวางโทรศัพท์ลง

หากเขาเข้าใจเราแล้ว อย่าลืมที่จะแสดงความรู้สึกยินดีของเราด้วยความจริงใจ เราอาจจะขอบคุณเขาด้วยคำพูดที่จริงใจ อ่อนหวานนุ่มนวลและเอ่ยชื่นชม บอกว่าเราพอใจและรู้สึกดีอย่างไรบ้างที่เขาลด/หยุดพฤติกรรมนั้นๆ

 

เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น... 

รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล ได้ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนขึ้น

โดยยกเป็นสถานการณ์ในแต่ละกลุ่ม ดังนี้

 

ใน “กลุ่มเพื่อน

สิ่งที่ควรทำ คือ ในการนัดพบกันนั้น ควรคุยก่อนล่วงหน้าว่า ในการเจอกันครั้งนี้ เราจะไม่ก้มหน้าก้มตาอยู่แต่กับโทรศัพท์มือถือเหมือนทุกครั้ง ครั้งนี้ที่เราเจอกันอยากให้ทุกคนงดใช้โทรศัพท์มือถือตลอดช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน/กำหนดระยะเวลา ก็น่าจะช่วยลดฟับบิ้งได้

แต่ถ้าตกลงกันแบบนี้แล้วไม่สำเร็จ มีเพื่อนคนหนึ่งหรือสองคนฝ่าฝืน ครั้งต่อไป ให้ตั้งเป็นกฏว่า ถ้าใครหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้ จะต้องจ่ายค่าอาหารมื้อนั้น 50หรืออาจต้องเป็นเจ้ามือเลี้ยงทุกคน โดยตกลงกันให้ชัดเจนก่อนที่จะนัดพบกัน เพื่อที่กลุ่มของเราจะได้ใช้เวลาคุณภาพด้วยกัน

 

ใน “ครอบครัว”

หากเราเป็นพ่อแม่ แล้วลูกฟับใส่ ให้เริ่มจากพูดคุย/สอนและสื่อความรู้สึกก่อน ให้ลูกเข้าใจในความรู้สึกของเรา และอาจตั้งกติกาขึ้นมา ถ้าลูกฟับบิ้ง เขาจะต้องทำหรือถูกงดกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น อาจจะถูกปรับค่าขนม/ริบโทรศัพท์มือถือในวันนั้น/ยกเลิกอินเทอร์เน็ตในมือถือ เป็นต้น

แล้วถ้าพ่อแม่เป็นคนทำล่ะ ?? ...

ลูกอาจต้องบอกพ่อแม่ตามตรงอย่างสุภาพบ้างแล้วล่ะทีนี้ ... 

 

ใน “โรงเรียน/มหาวิทยาลัย” 

อาจจะตั้งเป็นข้อปฏิบัติในห้องเรียน โดยเขียนกฎบนกระดานดำ ไวท์บอร์ด หรือสไลด์ ตัวโตๆว่า “ปิดมือถือ/ห้ามฟับบิ้งขณะที่ครูกำลังสอน” และพูดคุยกับนักเรียน/นักศึกษาว่า ฟับบิ้งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างไร บอกความรู้สึกของผู้สอนที่มีต่อพวกเขา หากเขาฟับบิ้งขณะที่กำลังสอน และชี้ให้เขาเห็นว่าเขาจะเสียโอกาสอะไรบ้าง หากฟับบิ้งในเวลาเรียน และชี้ให้เห็นว่าหากติดนิสัยจนไปใช้ในการทำงานในอนาคต ผลเสียที่จะตามมาคืออะไรบ้าง เช่น เจ้านายเพ่งเล็ง ถูกตัดเงินเดือน ร้ายกว่านั้นคือถูกไล่ออกจากงาน

หากพูดคุยแล้วยังมีพฤติกรรมนี้อยู่ก็ต้องตามมาด้วยกฎกติกาเช่น ถ้าไม่ปิด ครูเห็น ครูจะเดินไปปิดให้ แล้วจะยึดไว้ก่อน

 

สำหรับใน “การทำงาน”

 

ก็คล้ายกัน ทางบริษัทอาจตั้งเป็นนโยบายหรือกฎข้อบังคับให้พนักงานตระหนักและทราบว่าต้องปฏิบัติตาม และให้ถือว่า “ฟับบิ้ง” เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างมากในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่ประชุมจำต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ปัจจุบัน จะเห็นมากว่า ลูกน้องมักชอบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาฟับขณะประชุมงานกับหัวหน้า แน่นอนว่า ถ้าหัวหน้าเหลือบมาเห็นจะไม่พอใจอย่างมากและรู้สึกว่าลูกน้องไม่ให้ความสนใจกับงานที่ทำอยู่ เวลาถูกประเมินงานก็คงไม่ดี ยกเว้นในกรณีที่ใช้เพื่อการทำงาน ต้องใช้หาข้อมูลเพื่อนำเสนอเพิ่มเติมขณะประชุม ในกรณีนี้ ควรแจ้งหัวหน้าที่คุยงานกับเราหรือในที่ประชุมให้รับทราบ ไม่เช่นนั้น เขาจะเข้าใจเราผิดว่าเรากำลังแชทกับแฟนหรือไม่สนใจงานได้ง่ายๆ

 

หากทำตามแนวทางแล้วเขายัง “ฟับ” อยู่...

เราจะมีวิธีการหรือทางออกในการรับมือกับพฤติกรรมของเขา

หรืออารมณ์ของเราได้อย่างไรบ้าง?

ก่อนอื่นให้ถามตัวเองก่อนว่าเราจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมาทนกับพฤติกรรมฟับบิ้งนี้ บุคคลนั้นสำคัญกับเรามากแค่ไหน หากเราเตือนไปแล้ว เขาไม่หยุด เราต้องถามตัวเองว่า คนๆนั้นสำคัญกับตนเองมากแค่ไหน เช่น ถ้าคนในครอบครัวฟับใส่ เราคงต้องทำใจและหาจังหวะเตือนไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าเป็นเพื่อน คนรู้จัก หรือคนที่เริ่มจีบกันใหม่ๆ อาจต้องมีไม้แข็ง เช่น ส่งไลน์/ข้อความไปบอกว่า “ห้านาทีที่ผ่านมาเธอได้พิสูจน์ให้ฉันเห็นแล้วว่าเธอให้ความสำคัญกับโทรศัพท์มากกว่าตัวฉัน ขอจงสนุกกับการใช้โทรศัพท์ต่อไปนะ”

กด “ส่ง” ให้เขา แล้วเดินออกไปแบบเริ่ดเลยจ้า...

.....

 

นอกจากนี้ใครมีแนวทางเพิ่มเติมหรือวิธีการอื่นๆ สามารถเสนอความคิดเห็นเข้ามาได้เลยค่ะ

ทาง HealthyGamer อยากให้ทุกคนร่วมเสนอไอเดียสุดเจ๋ง แล้ว คำพูดหรือวิธีการไหนโดนใจทีมงาน จะมีของรางวัลมอบให้ค่ะ...

 

ประชาสัมพันธ์ !!!

ขอเชิญชวนเยาวชนและผู้สนใจทั่วไป อายุตั้งแต่18 ปีขึ้นไป

ร่วมทำแบบสำรวจการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)



ทำแบบทดสอบได้เลยค่ะ >> คลิ๊ก

 

By JaH_K..S ^w^