Skip to Content

ก้าวแรกมุ่งสู่ TQA ศิริราช สถาบันการศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย รับรางวัลมาตรฐานระดับโลก Thailand Quality Class (TQC)

                    

             คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่ได้รับรางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศ: Thailand Quality Class (TQC) รางวัลมาตรฐานระดับโลก จากสำนักงานรางวัลคุณภาพแห่งชาติ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม 2560 เวลา 14.00 - 16.00 น. ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นับเป็นกลุ่มสถาบันการศึกษาแห่งแรกของประเทศไทยซึ่งบูรณาการทั้งพันธกิจการศึกษา การวิจัย และการบริการทางการแพทย์ที่ได้รับรางวัลนี้ เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าองค์กรขนาดใหญ่อย่างศิริราชสามารถทำได้ ดังนั้นหากสถาบันต่าง ๆ มีความมุ่งมั่นที่จะทำ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป เพียงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

           ศ. ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า สิ่งที่สำคัญยิ่ง คือ การร่วมแรง ร่วมใจ ของชาวศิริราช ทั้งแพทย์ พยาบาล และทุกสาขาวิชาชีพในการพัฒนาคุณภาพงาน ในทุกกระบวนงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ปี 2541 ที่ดำเนินการพัฒนาระบบคุณภาพโรงพยาบาล โดยมีคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพงานของคณะฯ และหน่วยงานพัฒนาคุณภาพเป็นแกนนำในการดำเนินการขับเคลื่อนคณะฯ ไปสู่การพัฒนาคุณภาพแบบองค์รวม และทำให้การพัฒนาคุณภาพเป็นหัวใจของการดำเนินงานของคณะฯ ส่งผลให้คณะฯ เป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมคุณภาพ และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ และจากความมุ่งมั่นทุ่มเทของชาวศิริราชส่งผลให้ รพ.ศิริราช ผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Accreditation : HA) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2545 ต่อมาในปี 2548 มีการนำระบบคุณภาพมาใช้ในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ต่าง ๆ จนในปี 2551 ทุกห้องปฏิบัติการฯได้รับการรับรองด้วยมาตรฐาน ISO 15189 ขยายสู่การรับรองมาตรฐานในพันธกิจการศึกษา พันธกิจการวิจัยและหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ ความสำเร็จเหล่านั้นทำให้บุคลากรทุกฝ่ายเกิดความตระหนักและพร้อมจะมีส่วนร่วมในการก้าวไปด้วยกัน เป็นผลให้ผ่านการต่ออายุการรับรองมาตรฐาน HA อีก 3 ครั้ง จากนั้นทีมผู้บริหารเริ่มศึกษาและขอรับการประเมินด้วยความสมัครใจ จนได้รับประกาศนียบัตรรับรองกระบวนการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาลขั้นก้าวหน้า (Advanced HA) เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 เป็นแห่งแรกของประเทศไทย

                    

               สำหรับรางวัล TQC เป็นรางวัลที่แสดงถึงการใช้เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award: TQA) เพื่อการบริหารจัดการทั้งองค์กรสู่ความเป็นเลิศ จึงแตกต่างไปจาก HA และ Advanced HA ที่เน้นการบริหารจัดการด้านการรักษาพยาบาล ดังนั้น TQA จึงสอดคล้องกับความเป็นคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งมีการดำเนินการทั้ง 3 พันธกิจที่สำคัญ คือ การศึกษา การวิจัย และการบริการทางการแพทย์ ที่ไม่สามารถแยกออกจากกันต้องประสานกันไป  ที่สำคัญคือ ทำให้เกิดความสมดุลในการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอย่างจำกัด เช่น ปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอในบางเรื่อง เราก็สามารถบริหารจัดการอย่างบูรณาการ ทำให้ทุกพันธกิจมีผลการดำเนินการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ได้รับรางวัล TQC ประจำปี 2559 จากสำนักงานรางวัลคุณภาพแห่งชาติ การรับรางวัลครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก และความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากทีมผู้บริหาร หากแต่เกิดขึ้นจากคนทั้ง ศิริราชที่มีส่วนร่วมช่วยกัน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพระดับปฏิบัติการ Operation เช่น HA, ISO ต่อยอดมาสู่ TQA เป็นสิ่งที่ทีมบริหารคณะฯ รวมทั้งกรรมการประจำคณะฯ ต้องพัฒนาเป็นภาพใหญ่ของการบริหารจัดการทั้งองค์กร และเมื่อได้แนวทางที่ตกผลึกแล้ว ก็ต้องดำเนินการถ่ายทอดลงสู่ผู้บริหารระดับกลาง  เพื่อถ่ายทอดต่อไปยังผู้ปฏิบัติงาน ทำให้หน่วยงานทุกระดับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน มีการประสานงานกัน เรียกได้ว่าความสำเร็จครั้งนี้เป็นความสำเร็จของทั้งองค์กร และต้องบูรณาการของระบบบริหารจัดการที่เกี่ยวเนื่องกับพันธกิจหลักทั้ง 3 ด้าน คือ การศึกษา การวิจัย การบริการทางการแพทย์ และระบบงานสนับสนุนต่างๆ ดังนั้นเมื่อเราเริ่มศึกษาเกณฑ์ TQA และเริ่มวางรูปแบบการบริหารจัดการต่างๆให้สอดคล้องไปกับเกณฑ์ TQA ตัวอย่างเช่น

              ด้านการศึกษา เมื่อคณะฯ นำเกณฑ์ TQA มาใช้ จึงเริ่มมีการจัดโครงสร้างให้มีผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์   ศิริราชเกิดขึ้น และทำให้รองคณบดีฝ่ายต่าง ๆ  ได้แก่ ฝ่ายการศึกษาก่อนและหลังปริญญา กิจการนักศึกษา วิชาการ วิจัย และวิเทศสัมพันธ์ มาร่วมวางแผนการทำงานและใช้ทรัพยากรร่วมกัน เนื่องจากอาจารย์ผู้สอนเป็นชุดเดียวกันทั้งระดับก่อนและหลังปริญญา จึงจำเป็นจะต้องจัดสรรเวลาการสอนให้เหมาะสม ขณะเดียวกันอาจารย์ก็ยังต้องทำงานวิจัยควบคู่ไปกับงานบริการ ดังนั้นจะเห็นว่ามีการใช้ทรัพยากรร่วมหลายอย่าง และเริ่มมีการบูรณาการการบริหารในพันธกิจต่าง ๆ ทำให้การทำงานลื่นไหลและเรียนรู้ต่อยอดมากขึ้น เช่น เมื่อคณะฯ ได้เริ่มนำเกณฑ์การศึกษาของสหพันธ์แพทยศาสตร์ศึกษาโลก (World Federation for Medical Education: WFME) เข้ามาใช้ โดยนำร่องที่การศึกษาก่อนปริญญา และเป็นที่น่ายินดีว่าศิริราชได้ผ่านการรับรองด้วยเกณฑ์การศึกษาของสหพันธ์แพทยศาสตร์ศึกษาโลกในระดับก่อนปริญญาเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2558 ก็ได้ขยายผลการดเนินการทางด้านการศึกษาหลังปริญญา และมีความเป็นไปได้สูงที่จะผ่านเกณฑ์การศึกษาของสหพันธ์แพทยศาสตร์ศึกษาโลกในระดับหลังปริญญาต่อไป

          ด้านการวิจัย จะเห็นได้ว่า ในอดีตจะมีเฉพาะงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ  แต่เนื่องจากคณะฯ มีพันธกิจ 3 ด้านที่ต้องทำงานประสานสอดคล้องกันไป จึงเริ่มปรากฎผลงานวิจัยด้านการศึกษา ด้านแพทยศาสตร์ศึกษา เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่นำกลับมาพัฒนากระบวนการการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานไปสู่การพัฒนาด้านอื่น ๆ ตามมา

           ด้านบริการทางการแพทย์  มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงตั้งแต่แรก เพราะผู้ป่วยที่มารับบริการด้านสุขภาพที่ศิริราช ขณะเดียวกันก็เป็นครูให้แก่นักศึกษาทั้งระดับก่อนและหลังปริญญา รวมถึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยด้านคลินิก และปรีคลินิก ก็ต่างวางกระบวนการให้สอดคล้องกัน

                    

            กว่าจะได้รับรางวัล TQC นี้  ในช่วงต้นพบอุปสรรคเกิดจากการไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของเกณฑ์ TQA และการนำมาใช้  ซึ่งการจะเข้าใจมีทางเดียวคือ ต้องลองปฏิบัติ ทันทีที่ปฏิบัติจะเริ่มเห็นความเชื่อมโยง แต่ต้องใช้เวลาและทำจริง มีการประชุมติดตามอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งได้มอบหมายให้ทีมบริหารคณะฯ ที่รับผิดชอบแต่ละด้าน มาร่วมระดมสมองเพื่อหาสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น และวิเคราะห์ผลกระทบเพื่อหาแนวทางบริหารจัดการ มีการกำหนดตัวชี้วัดร่วมกัน แล้วลงมือลองปฏิบัติ ติดตาม และใช้ผลลัพธ์เพื่อปรับปรุงกระบวนการ ที่ผ่านมาในการประชุมทีมบริหารคณะฯ แต่ละครั้งทุกท่านสามารถวิจารณ์ซึ่งกันและกันได้และนำไปปฏิบัติให้เกิดผลซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะเป็นที่มาแห่งความสำเร็จครั้งนี้รวมทั้งความร่วมมือร่วมใจของกรรมการประจำคณะฯ ที่คู่ไปกับทีมบริหาร

              รางวัลนี้น่าจะส่งผลกระทบสูงกับสถาบันวิชาการ หรือคณะต่าง ๆ เน้นให้เห็นความสำคัญของการทำงานแบบบูรณาการของพันธกิจต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  ขณะเดียวกันการทำงานระหว่างฝ่ายบริหาร กรรมการประจำคณะฯ และหัวหน้าภาคต่าง ๆ ต้องทำงานแบบบูรณาการเช่นกัน ซึ่งคิดว่าสิ่งที่ศิริราชได้ทำให้ปรากฎต่อสังคมคือ เราเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าองค์กรขนาดใหญ่อย่างศิริราชยังทำได้ ดังนั้นหากสถาบันต่าง ๆ มีความมุ่งมั่นที่จะทำ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก เพียงต้องมีการบูรณาการพันธกิจเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

              ศ.พญ.ดวงมณี เลาหประสิทธิพร รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ เป็นอีกกำลังสำคัญในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ของศิริราชมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวเพิ่มเติม กับเส้นทางความสำเร็จครั้งนี้ว่า ตั้งแต่ปี 2555 คณะฯ กำหนดกลยุทธ์  “การบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศ” โดยใช้เกณฑ์ TQA เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการให้สนับสนุนคณะฯ สู่ความเป็นเลิศ และมอบหมายรองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ และหน่วยงานพัฒนาคุณภาพเป็นผู้รับผิดชอบหลัก จึงได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของเราเป็น 3 C คือ Catalyst, Collaborator และ Coach ทำงานร่วมกับผู้บริหารคณะฯ ทุกฝ่ายที่เป็นเจ้าของกระบวนการหลัก และกระบวนการสนับสนุน ทำการวิเคราะห์การบริหารจัดการและพัฒนาให้เป็นระบบที่มีการบูรณาการ มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ตามเจตจำนงของเกณฑ์ และคณะฯ ร่วมกันกับผู้บริหาร และบุคลากรทุกระดับให้มีการดำเนินการในทิศทางเดียวกัน สร้างบรรยากาศและส่งเสริมการใช้มาตรฐาน เครื่องมือคุณภาพ ในการทำงานประจำทั้งคณะฯ อย่างเป็นรูปธรรม และต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้ผลลัพธ์ของหน่วยงาน และคณะฯ ดีขึ้นเป็นที่ประจักษ์ 

           เนื่องจากเส้นทางคุณภาพของคณะฯ  มีมานานและต่อเนื่องตั้งแต่ปีพ.ศ. 2541 เพื่อมุ่งสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย วัฒนธรรมคุณภาพ วัฒนธรรมการเรียนรู้ และนวัตกรรม จึงเป็นต้นทุนที่ดีที่ทำให้ศิริราชได้รับรางวัลนี้ ประกอบกับเรามีวัฒนธรรม และค่านิยม “SIRIRAJ” ที่ทำให้พวกเราใส่ใจในการส่งมอบผลงานที่ดี มีความปลอดภัย และมีคุณภาพ แก่นักศึกษา ผู้ฝึกอบรม ผู้ให้ทุน และผู้ป่วย เสมอ โดยใช้กลยุทธ์การจัดการความรู้ “Siriraj Link-Share-Learn” ที่ บูรณาการกับระบบพัฒนาคุณภาพของศิริราช จึงนับว่ารางวัลนี้คือ ผลงานร่วมของชาวศิริราชทุกคน

                    

           ทั้งนี้ในการดำเนินงานย่อมพบปัญหาและอุปสรรค แต่เราต้องมองปัญหาให้เป็นความท้าทายที่จะช่วยสร้างระบบงานที่ดี มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และปัญญาให้กับองค์กร นั่นคือ วิเคราะห์ปัญหาให้ถึงแก่น และแปลงให้เป็นความสำเร็จ เนื่องจากเกณฑ์นี้ไม่มีคำตอบชัดเจน มีแต่คำถาม ดังนั้นผู้บริหารคณะฯ  ทั้งทีมต้องลงมือวิเคราะห์งานที่รับผิดชอบว่าเป็นระบบที่ดีหรือยัง ตอบโจทย์เกณฑ์ และคณะฯ หรือไม่ จึงต้องใช้ 3C ที่กล่าวข้างต้น เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจในหลาย ๆ เรื่อง ต้องแปลงโจทย์ของเกณฑ์ที่พวกเราชอบพูดว่าเป็นภาษาเทพ ให้เป็นโจทย์ที่เข้าใจง่าย สามารถนำไปใช้งานได้จริง ต้องชวนกันคิด ชวนกันทำ จับมือประสานความร่วมมือกัน ทำให้มีการทำงานที่บูรณาการกันมากขึ้น พูดภาษาเดียวกัน เดินกันอย่างมีเป้าหมายร่วม และที่สำคัญมีการเรียนรู้ร่วมกันด้วย นอกจากนี้ความท้าทายถัดไปคือ การถ่ายทอดสื่อสารสู่การปฏิบัติ ด้วยคณะฯ มีขนาดใหญ่ หน่วยงานหลายร้อยบุคลากรมากกว่า 15,000 คน ผู้ป่วยกว่า 2.5 ล้านคนต่อปี  ผู้เรียนกว่า 3,000 คนต่อปี ทำให้ต้องมีการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และองค์รวมให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีเสมอ 

          คำตอบจากการได้รางวัลนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราทำได้ดีที่สุด เพียงแค่ได้ดีระดับหนึ่ง ยังมีเรื่องที่สามารถทำให้ดีขึ้นได้อีกมาก และทำให้รู้ว่าเกณฑ์นี้เป็นประโยชน์  ถ้านำมาใช้จริงและเรียนรู้ในการทำงานเสมอ สำหรับหลักคิดในการพัฒนางานประจำ ที่ขอฝากให้ทุกองค์กรไม่เฉพาะชาวศิริราช สามารถนำไปใช้ในการทำงานเป็นประจำ คือ 3 P-PDCA 

          P แรก หมายถึง Purpose คือ รู้หน้าที่และบริบท ของหน่วยงาน ของตัวเรา รู้เป้าหมายของงานที่ทำ และรู้ความสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร และกำหนดตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลสำเร็จ 

          P ที่สองคือ คือ Process ต้องออกแบบให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎระเบียบ มาตรฐาน ตอบสนองผลการดำเนินการที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ทรัพยากรที่มีอยู่ ความต้องการของผู้ใช้บริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และศิริราช

          P ที่สาม Performance วัดผลการดำเนินการผ่านตัวชี้วัดเป็นระยะให้ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ ความปลอดภัย คุณภาพ การส่งมอบ ความคุ้มค่า และความพึงพอใจ ซึ่งบางเรื่องต้องมีการกำหนดตัวชี้วัดเทียบเคียงเพื่อแสดงความเป็นเลิศด้วย และตอบสนองต่อการบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดที่กำหนดเพื่อให้รู้ว่าทำแล้วได้ผลดีหรือไม่ บรรลุเป้าหมายแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่บรรลุผล ก็วิเคราะห์สาเหตุรากเหง้าของปัญหา เรียงลำดับความสำคัญ คัดเลือก และหาแนวทางแก้ไข ปรับปรุงให้ดีขึ้น เก่งขึ้น ทั้งระบบงาน ผู้ใช้บริการ และคนทำงาน ตามวงล้อคุณภาพ PDCA หรืออาจใช้งานวิจัย (R2R) ควบคู่กัน และที่สำคัญ อย่าลืมถอดบทเรียนและจัดเก็บความรู้ให้เป็นลายลักษณ์อักษร และแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ให้คนอื่น ๆ ได้ใช้ความรู้ที่ดีในการทำงาน และให้ขยายวงไปให้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วทั้งศิริราชและสังคม เพื่อให้คณะฯ และประเทศเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

           ศ. ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวปิดท้ายว่า รางวัลนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และเชื่อมั่นว่าชาวศิริราชสามารถร่วมกันมุ่งไปสู่รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award: TQA) ได้ เมื่อประสบผลสำเร็จจะมิใช่แค่เพียงได้รางวัล แต่หมายถึงว่า ชาวศิริราชทุกคนพร้อมที่จะสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาในอนาคต ศิริราชต้องทำตนให้เป็นเสาหลักของประเทศทั้งด้านวิชาการ การแพทย์ ต้องพัฒนาให้ล้ำหน้ารองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว 

            ทั้งนี้ ศ. ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  มหาวิทยาลัยมหิดลพร้อมด้วยผู้บริหารคณะฯ เข้ารับรางวัลคุณภาพแห่งชาติฯ จาก ดร.สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม 2560 เวลา 14.00 - 16.00 น. ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ที่มา:งานประชาสัมพันธ์ และกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล



Dr. Radut | pr